Fiction

ถ้าท่านเดินในร้านหนังสือญี่ปุ่น ท่านจะเห็นแผนกหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ก นิยาย วรรณกรรม และการ์ตูน บนชั้นวางหรูหรา แยกหมวดหมู่สำนักพิมพ์อย่างชัดเจนในระดับเดียวกัน แต่ถ้าท่านเดินร้านหนังสือในไทย หรือแม้แต่ในอเมริกา การ์ตูนจะถูกจัดออกมากองในแผงหน้าร้าน แยกต่างหากจาก หนังสืออื่น ที่เหมาะสมจะเอาขึ้นชั้นวางมากกว่า

ถ้าท่านเปิดหนังสือการ์ตูนของญี่ปุ่น มือของท่านจะสัมผัสถึงเนื้อกระดาษที่แสนจะเนียน ผลิตด้วยกระดาษถนอมสายตา ถ้าเพ่งมอง ท่านจะมองเห็นจุดอันละเอียดที่เกิดจากเครื่องพิมพ์ที่ประณีต แต่ถ้าท่านเปิดหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ขายในไทยหรืออเมริกา ท่านจะรู้สึกว่าต้องไปล้างมือ เพราะกระดาษคุณภาพแย่ยิ่งกระดาษหนังสือพิมพ์ คุณภาพงานพิมพ์ก็ห่วยจนบางครั้งหมึกเลอะหน้ากระดาษ
ถ้าท่านเดินตามถนนญี่ปุ่น หรือไปเดินแถวๆสุขุมวิท ท่านจะเห็นผู้ใหญ่ใส่สูทผูกเน็คไท นั่งอยู่ในร้านอาหารหรูหรา กางการ์ตูนอ่านอย่างตั้งใจราวกับเป็นรายงานตลาดหุ้น แต่ถ้าท่านเดินอยู่เมืองไทย ท่านจะเห็นเด็กไร้สมองนั่งหัวเราะไปกับการ์ตูน อันนั้นไม่เท่าไหร่นักถ้าเป็นเด็ก แต่ถ้าวัยรุ่นหรือคนทำงานเปิดหนังสือการ์ตูนอ่าน หรือแม้แต่เดินถือหนังสือการ์ตูนละก็ ท่านจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามระดับสติปัญญาของคนรอบข้าง

ทำไมเรากางหนังสือนิยายมังกรหยกของกิมย้งเล่มโตอ่านแล้วมีสายตาชื่นชมว่าอ่านหนังสือมีระดับ แต่เรากางหนังสือการ์ตูนมังกรหยกที่วาดโดยหลี่จื้อชิงอ่านแล้วจึงโดนดูถูกด้วยสายตาคู่เดียวกัน ผมอ่านนิยายสามก๊ก ผมเป็นผู้ทรงความรู้ ในขณะที่ผมอ่านการ์ตูนศึกสามก๊ก ผมเป็นเด็กไร้สาระ

นี่แสดงถึงระดับของการ์ตูนที่เป็นอยู่ในสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมฝรั่ง เพื่อนผมที่อยู่ในอุรุกวัยหรืออังกฤษ ก็บ่นแบบเดียวกัน
รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ สรุปว่า การ์ตูนเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นพิษภัยต่อเยาวชน โดยเสนอว่าการ์ตูนส่วนหนึ่งไม่เหมาะสมกับเด็ก

ผมเห็นด้วยกับรายการนั้นที่ว่าการ์ตูนบางส่วนไม่เหมาะสมกับเด็ก แต่เราจะจัดการ์ตูนเป็นของเด็กเท่านั้นหรือ?
ก่อนจะวิจารณ์การ์ตูน ต้องศึกษาประวัติของการ์ตูนก่อน

คำว่า การ์ตูน (Cartoon) เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาอิตาเลียนว่า Cartone แปลว่า กระดาษใหญ่
การ์ตูนกำเนิดในปี 1843 โดย John Leech วาดลงนิตยสาร Punch Magazine

หลังจากนั้นเป็นต้นมา การ์ตูนก็เริ่มแยกตัวออกจากภาพเขียน โดยมีการเขียนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เรียกว่า Comics และมีพัฒนาการตามกระแสสังคม

การ์ตูนฮีโร่ต่างๆ ในอเมริกา สะท้อนปัญหาสังคมในขณะนั้น และมีเนื้อหาเข้มข้นเป็นที่สุดเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ขึ้น จนรัฐบาลถึงกับแบนการ์ตูนพวกนี้ระยะหนึ่ง

ประวัติของการ์ตูนของฝรั่งนั้นมีมายาวนาน แต่จะไม่ขอพูดถึงในที่นี้ เพราะหัวข้อคือ การ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ใช่การ์ตูนไทย หรือการ์ตูนฝรั่ง

คำว่า Comics ตรงกับภาษาญี่ปุ่นว่า มังงะ (漫画)
มังงะ พัฒนามาจากการรวมกันระหว่าง อุกิโยเอะ (浮世絵 - ภาพเขียนแบบญี่ปุ่น) กับการเขียนภาพแบบตะวันตก มีกำเนิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง

คำว่า มังงะ มีความหมายตรงๆว่า ภาพที่ไม่แน่นอน (Whimsical Pictures) คำนี้ได้รับการกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 จากการพิมพ์ โฮคุไซ มังงะ ซึ่งประกอบไปด้วยภาพเขียนต่างๆจากสมุดภาพของศิลปินอุกิโยเอะชื่อดังนามว่า โฮคุไซ แต่สิ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นมังงะในปัจจุบันมากกว่า ได้แต่ กิงะ (ภาพตลก) ซึ่งวาดในศตวรรษที่ 12 โดยศิลปินหลายท่าน ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเรื่องและลายเส้นที่เรียบง่าย จึงคล้ายกับมังงะที่เราคุ้นเคยมากกว่า

ดังที่กล่าวว่า มังงะ พัฒนามาจากอุกิโยเอะ + การเขียนแบบตะวันตก สาเหตุที่มีการพัฒนาดังนี้ เริ่มมาจากตอนที่สหรัฐอเมริกาได้เริ่มการค้าขายกับญี่ปุ่น ญี่ปุ่นพยายามพัฒนาตนเองให้ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงรับศิลปินตะวันตกเข้ามาสอนการวาดภาพต่างๆ เช่น ลายเส้น รูปร่าง และองค์ประกอบสี (สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีการเน้นในงานเขียนแบบอุกิโยเอะ ซึ่งให้ความสำคัญกับความคิดและอารมณ์ความรู้สึกเบื้องหลังภาพมากกว่า) มังงะอย่างในปัจจุบันนั้นได้รับความนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อรัฐบาลยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรสื่อต่างๆ และสำนักพิมพ์หลายแห่งก็เริ่มฟื้นตัว

ในศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา มังงะ ก็เข้าใกล้เคียงกับความหมายของคำว่า Comic แต่ มังงะ นั้นมีความสำคัญกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น มากกว่าที่ Comic มีความสำคัญกับวัฒนธรรมอเมริกัน ในญี่ปุ่นนั้น มังงะได้รับการยกย่องให้เป็นทั้งศิลปะ และวรรณกรรมสมัยใหม่ ในขณะที่ Comic ไม่ใช่

จากที่กล่าวมานั้น จึงไม่แปลกที่ไทยซึ่งรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกเข้ามามากกว่า จึงมองหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น หรือ มังงะ ในแง่ที่เป็นสิ่งไร้สาระ ไม่ได้มองเป็นวรรณกรรมหรือวัฒนธรรม แบบที่ญี่ปุ่นมอง

แต่ในขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นและอเมริกันมีปัญหาอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ ความรุนแรงและการแสดงออกทางเพศในหนังสือ ญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายชัดเจนที่จำกัดการวาดมังงะ เพียงแค่มีข้อกำหนดในกฎหมายควบคุมสิ่งพิมพ์ว่า "ห้ามขายสื่อที่ไม่เหมาะสม" ดังนั้น เสรีภาพในการวาดมังงะจึงเปิดกว้าง และมังงะ จึงเป็นสื่อที่ศิลปินสามารถวาดให้กับทุกกลุ่มอายุ และวาดได้ทุกหัวข้อ

กล่าวถึงการ์ตูนญี่ปุ่นในรูปแบบของหนังสือ หรือ มังงะ มาแล้ว คราวนี้จะกล่าวถึงการ์ตูนญี่ปุ่นในรูปแบบของภาพเคลื่อนไหว หรือ อนิเม บ้าง

อนิเม (アニメ) เป็นคำญี่ปุ่น ย่อมาจากคำว่า Animation หรือ ภาพเคลื่อนไหว ศัพท์นี้เป็นคำที่แยก Animation ของฝรั่ง ออกจาก Animation ของญี่ปุ่น มีประวัติยาวนานมากกว่า Animation ของฝรั่ง หัวใจของอนิเมคือการเล่าเรื่อง มิใช่ความสวยงามของภาพและการเคลื่อนไหว ปัจจุบันนี้บริษัทสร้างอนิเมยังยึดติดกับแนวคิดนี้อยู่ คือมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมในตลาดโลกน้อยลง ผมจะไม่เขียนถึงประวัติของอนิเม เพราะยาวมาก ท่านที่สนใจสามารถอ่านประวัติได้จากเว็บไซต์ต่างๆ

การพัฒนามังงะของญี่ปุ่นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น Shonen Jump ซึ่งเป็นบริษัทมังงะที่ใหญ่ที่สุด มียอดขายสัปดาห์ละ 3 ล้านเล่ม เทียบเท่ากับยอดขายหนังสือการ์ตูนของ Marvel Comics ในสหรัฐฯทั้งเดือน

แต่ยอดขายของอนิเมกลับไม่มากเท่าที่ควร ดังเช่น Production I.G. ซึ่งสร้างอนิเมเรื่อง Ghost in the Shell (ซึ่งพี่น้อง Wachowski ยอมรับว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์ The Matrix) รวมทั้งร่วมสร้างภาพเคลื่อนไหวประกอบภาพยนตร์ Kill Bill Vol I ของเควนติน ทาแรนติโน มีรายได้ในปี 2004 เพียง 2,080 ล้านบาท (กำไร 184 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับ Pixar มีรายได้ในปีเดียวกัน 10,940 ล้านบาท (กำไรกว่า 5,600 ล้านบาท) ด้วยสาเหตุอะไรนั้นท่านสามารถอ่านได้จากบทความในแหล่งอ้างอิงที่ 2. ท้ายบทความนี้

กล่าวถึงบางประเทศบ้าง เช่น จีน เขาพัฒนาลายเส้นพู่กันของเขาเอง พัฒนามาจากศิลปะพู่กันจีนรวมกับการแสดงอารมณ์แบบตะวันตก เป็นการ์ตูนในรูปแบบของเขา ในขณะที่ไทยเรายังหารูปแบบของตัวเองไม่เจอ จะหนักไปทางญี่ปุ่นบ้าง หรือฝรั่งบ้าง เป็นต้น

นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาล มีข้อเขียนลงในหนังสือ PC World ฉบับที่ 24 เดือน สิงหาคม 2548 ว่า
วันนี้เรามีแอนิเมเตอร์ฝีมือดีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ยังน้อยเกินกว่าที่จะสร้างให้เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งได้ เราต้องเริ่งสร้างแอนิเมเตอร์กันขนานใหญ่โดยฝึกฝนคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะทางศิลปะให้มาเพิ่มเติมทักษะทางคอมพิวเตอร์ เราสร้างคนเขียนลายร่ม ลายผ้า ลายโองราชบุรี ลายเบญจรงค์ได้เยี่ยมยอดฉันใด เรายอมสร้างแอนิเมเตอร์ที่เชียวชาญได้ฉันนั้น

วันนี้เรามีนักเขียนและคนเขียนบทฝีมือดีอยู่จำนวนน้อย แต่เรามีนักเขียนและคนเขียนบทที่สร้างบทอันเป็นสากล กินใจคนทุกชาติทุกภาษายิ่งน้อยกว่ามาก เราต้องเร่งสร้างนักเขียน มีโรงเรียนหรือคณะที่สอนการเขียนอย่างจริงจัง มีเวทีส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่ มีการจัดประกวดวรรณกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำหนังสือให้ราคาถูกลง ลดภาษีกระดาษ สร้างห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดสาธารณะ ที่เปิดให้เด็ก เยาวชน คนทั่วไป ได้อ่านหนังสือ อ่านวรรณกรรม อ่านการ์ตูน ชม DVD ที่ให้ความรู้และความบันเทิงในราคาถูก

รัฐบาลต้องส่งเสริมอย่างจริงจังทั้งการสนับสนุนเชิงนโยบาย สร้างความเชื่อมั่น ตั้งกองทุนช่วยเหลือสตูดิโอขนาดเล็ก จัดซื้อเทคโนโลยีใหม่ราคาแพงไว้เป็นกองกลางให้สตูดิโอขนาดเล็กเช่าใช้ เป็นตัวกลางต่อรองจัดซื้อซอฟต์แวร์ราคาถูก ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี กำหนดให้สถานีโทรทัศน์ต้องจัดซื้อแอนิเมชันของไทย ควบคู่ไปกับแอนิเมชันของต่างชาติ ฯลฯ

จากข้อเขียนนี้ ผมอยากให้กระทรวง ICT รับนโยบายไปปฏิบัติให้เห็นผลจริง นพ.สุรวงศ์ ท่านกล่าวอย่างชัดเจนว่า เด็ก เยาวชน คนทั่วไป ได้อ่านหนังสือ อ่านวรรณกรรม อ่านการ์ตูน ดังนั้นจึงยืนยันว่า ในวิสัยทัศน์ต่อๆไป การ์ตูน มีค่าเท่ากับ วรรณกรรม และเป็นของคนทั่วไปในสังคม

แต่การ์ตูนไทยยังพัฒนาไม่ได้เท่าที่ควรแน่นอน ถ้าเรายังยึดติดกับวัฒนธรรม

การ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ได้มีแต่เรื่อง ซามุไร นินจา แต่การ์ตูนไทยจะมีแต่เรื่อง รามเกียรติ ไกรทอง พระอภัยมณี จ๊ะทิงจา อนิเมญี่ปุ่นเรื่องแรกคือ เจ้าหนูอะตอม ในขณะที่แอนิเมชั่นไทยเรื่องแรกคือ หนุมาน แล้วจะให้ใครดู? จะให้ใครนิยม? จะเป็นสากลได้ตรงไหน?

นอกเรื่องไปมากแล้ว ขอให้เป็นหน้าที่ของกระทรวง ICT พัฒนาต่อไป ต่อไปนี้จะพูดถึงระดับของการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยต่อสาเหตุที่ทำให้คนไทยมองการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระของเด็กนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นจุดขายของสถานีโทรทัศน์หนึ่ง ซึ่งจัดฉายอนิเมมานาน มีนักพากษ์ที่เรารู้จักกันดี อนิเมที่ฉายอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นอนิเมที่คัดเลือกมาสำหรับเด็กเท่านั้น การพากษ์พากษ์แบบเอาใจเด็ก เวลาที่จัดฉายก็เป็นเวลาที่เหมาะกับเด็กได้ดู เช่น ช่วงเย็น เป็นต้น ซึ่งอนิเมเหล่านี้เป็นเพียงส่วนน้อยๆของอนิเมในญี่ปุ่น

ส่วนการ์ตูนที่เป็นมังงะในไทยก็มีแนวโน้มเอาใจตลาด อะไรที่ขายไม่ดีก็เลิกแปล เช่นเรื่อง กลยุทธ์ซุนจื่อ (ฮกเกี้ยนอ่านว่า ซุนวู เรื่องนี้วาดโดยหลี่จื้อชิง) ไม่มีฉากบู๊ใดๆ มีเพียงฉากของกลยุทธ์ การวิเคราะห์ที่เหนือชั้น แทบไม่มีใครรู้จัก ในขณะที่สามก๊กที่มีแต่ฉากสู้กัน (วาดโดยคนเดียวกัน) ได้รับความนิยมมาก ดังนั้น เมื่อผมไปร้านหนังสือแล้วถามหากลยุทธ์ซุนจื่อ จึงได้รับคำตอบว่า เลิกตีพิมพ์แล้ว ก็นับว่าเสียดายการ์ตูนดีๆเรื่องหนึ่ง และเมื่อการ์ตูนส่วนใหญ่ที่เรานำเข้ามาแปล ไม่มีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ อีกครั้งหนึ่ง: จึงถูกมองโดยรวมว่า ไร้สาระ

เมื่อเราได้รับข้อมูลว่าการ์ตูน (มังงะและอนิเม) เป็นของสำหรับเด็ก ดังนั้น มุมมองของเราจึงผูกติดกับคำนิยามของเด็ก ถ้าเป็นแง่ลบก็คือ ไร้สาระ เป็นแง่บวกคือ จินตนาการหรือพัฒนาสมอง เราจะไม่มีคำว่า การ์ตูนการเมือง เราไม่มีการ์ตูนสีเทา เรามีแต่การ์ตูนสีขาว พระเอกในการ์ตูนจะชั่วไม่ได้ เพราะเด็กจะเลียนแบบ แต่พระเอกในละครน้ำเน่าชั่วได้ ไม่มีใครเลียนแบบ?
สังคมไทยจึงปิดและไม่ยอมรับการ์ตูนระดับอื่นๆ ที่สร้างมาสำหรับผู้ใหญ่

ภาพยนตร์สุริโยไท (ขออภัยที่เอ่ยนาม เพราะเป็นภาพยนตร์ที่ดีมากๆ) มีฉากถวายตัว ไม่มีใครว่า แต่การ์ตูนบางเล่มมีกางเกงในโผล่มานิดหน่อย โจมตีกันแบบถึงขั้นจะคว่ำบาตร

ภาพยนตร์ต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นก้าวใหม่ที่ยิ่งใหญ่ของวงการภาพยนตร์ไทย มีศิลปะการต่อสู้ที่รุนแรง วิจารณ์ว่าสวยงาม การ์ตูนบางเรื่อง รุนแรงเท่ากัน แต่โดนวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม

ในด้านมืดบ้าง ภาพยนตร์ มีหนังโป๊ นิยาย มีแนวอิโรติก การ์ตูนซึ่งเป็นวรรณกรรมเช่นกัน ก็ย่อมมีการ์ตูนใต้ดินที่มีแต่เรื่องเพศ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องให้ความสำคัญในการปราบปรามเท่าๆกัน นอกจากนี้ เราเห็นหนังโป๊แล้วไม่ได้สรุปว่า ภาพยนตร์ไม่ดี ฉันใด เราเห็นการ์ตูนโป๊ ก็ย่อมสรุปไม่ได้ว่าการ์ตูนไม่ดี ฉันนั้น

แต่มุมมองทั้งหมดนี้เกิดจาก การมองว่า การ์ตูน = ของเด็ก
จากที่ท่านได้อ่านมา คงจะพอทราบถึงสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อแล้วว่า การ์ตูน ของเด็ก
การ์ตูนบางเรื่องให้ความบันเทิง เช่นเดียวกับนิยาย ภาพยนตร์
การ์ตูนบางเรื่อง ให้ข้อคิด สาระ เช่นเดียวกับสารคดี หรือบทความ

ถ้าท่านมองไม่เห็นสาระที่แฝงอยู่ในการ์ตูนหลายๆเรื่อง (เอาเพียงที่มีในไทยก็ได้) ผมจะบอกว่า รายงานที่ผมทำในมัธยมปลาย รวมทั้งรายงานที่ทำในวิชาเลือกปี 4 เกี่ยวกับสงครามและสันติภาพ 70% ผมได้ข้อมูลเบื้องต้นจากการ์ตูน ที่เหลือผมไปค้นคว้าในอินเตอร์เน็ต หรือเขียนขึ้นเอง

ท่านทราบหรือไม่ว่าแรงบันดาลใจที่ผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในไทยนั้น ส่วนหนึ่งมาจากแรงบันดาลใจของการ์ตูนเรื่องหนึ่ง ซึ่งตัวเอกของเรื่องพยายามถึง 4 ปีในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น

ทำไมนิยายเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาได้ แต่การ์ตูนเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาไม่ได้ ทำไมผมอ่านนิยายบนม้านั่งในโรงเรียนมัธยม ไม่มีอาจารย์ว่า แต่พอหยิบการ์ตูนขึ้นมาอ่านกลับโดนยึดในข้อหานำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนมาในบริเวณโรงเรียน ทำไมเรายกย่องนิยาย แต่ไม่ยกย่องการ์ตูนที่เขียนจากเรื่องเดียวกัน ที่มีตัวหนังสือมากพอๆกับนิยายนั้น

ทำไมเรายกย่องศิลปินผู้วาดภาพอันโด่งดัง ภาพหนึ่งๆของเขาขายได้เป็นหมื่นเป็นแสน แต่เราไม่ยกย่องนักเขียนการ์ตูน ผู้วาดการ์ตูนเล่มหนึ่งๆโดยใช้ความพยายามพอๆกับศิลปินที่วาดภาพ ใช้เวลาไปไม่น้อยกว่ากัน และทุ่มเทชีวิตจิตใจในการวาดแต่ละเส้นของการ์ตูน ไม่ด้อยไปกว่าแต่ละเส้นบนภาพวาดอันมีค่า

ผมไม่ได้อ่านการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าจัดอันดับความชอบ ผมชอบนิยายมากว่า แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็กล้าบอกว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอ่านการ์ตูนเช่นกัน

หวังว่าในอนาคต เมื่อเพื่อนๆผมผู้ชื่นชอบการ์ตูนทำงานแล้ว จะไม่ลืมคำของเขาที่เคยเถียงแทนคนอ่านการ์ตูนด้วยกัน นำเข้าการ์ตูนที่มีสาระ พร้อมกับพัฒนาการ์ตูนไทยให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ โดยให้ทุกชนชั้นอ่านได้ และเปลี่ยนมุมมองในปัจจุบัน ให้เป็นมุมมองที่ว่า...

การ์ตูนไม่ใช่ของสำหรับเด็กอีกต่อไป

Anna_Hawkins
กันยายน 2548

ไม่รู้เป็นไง เมื่อประมาณมิถุนายนที่ผ่านมา อยู่ๆก็คิดอยากเขียนนิยาย (ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่ได้อยู่ในความคิดพอๆกับการเขียน Blog นั่นแลครับ ^^')

นิยายของผมเป็นประเภท Fan Fiction ผมเขียนจากเรื่อง คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ! ครับ
ล้อเลียน StarWars นิดหน่อยฮะ

ชี้แจงก่อนเล็กน้อย คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ! เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ ตอนนี้ออกถึงเล่ม 7 เป็นเรื่องของอาจารย์ เคน อาคามัทสึ ซึ่งออกแนวฮาเร็มเหมือน Love Hina แต่ต่างกันทีว่า เรื่องนี้พระเอก เนกิ เป็นนักเวทย์ อายุ 10 ขวบ มาจากโรงเรียนเวทย์มนตร์ทางตะวันตก เพื่อที่จะจบการศึกษาในโรงเรียนเวทย์มนตร์ ต้องผ่านภารกิจก่อน โดยเนกิต้องไปเป็นอาจารย์ประจำชั้นห้อง 3-A โรงเรียนมัธยมสตรีมาโฮระ แวดล้อมไปด้วยนักเรียน ม.ต้น ที่ไม่ธรรมดา 31 คนครับ

ในการที่เนกิจะเพาเวอร์อัพได้นั้น จะต้องมีคู่หู เหมือนจอมเวทย์ทั่วไป โดยการได้มาซึ่งคู่หูนั้น จะต้องทำพันธะสัญญาเสมือน กล่าวคือ จูบ กับผู้ที่ต้องการทำพันธะสัญญาเสมือนด้วย (อย่าถามว่าพันธะสัญญาแท้คืออะไรนะ จินตนาการเอง) เมื่อจูบแล้วก็จะได้มาเป็นคู่หูขอรับ โดยจะมีการ์ดประจำตัว ซึ่งจะดึงความสามารถของแต่ละคนออกมาได้

ข้อมูลคร่าวๆของนักเรียนทั้ง 31 คน อยู่ในกระทู้นี้ครับ
http://www.negima-tfc.net/forum2/index.php?showtopic=6
เป็นกระทู้รวมเพลง แต่ว่ารวมข้อมูลของนักเรียนในห้องไว้ค่อนข้างละเอียด จะทำให้รู้เรื่องเนกิมะมากขึ้นทีเดียว (โหลดค่อนข้างโหดนิดนึง)

พร้อมแล้วก็อ่านได้เลยน้อ

กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ ในวิทยาเขตมาโฮระอันลึกลับ...

ดาร์ธดรากูน สิ่งมีชีวิตจากระบบดาวไทรานัสนอกระบบสุริยะได้พลัดหลงผ่านมิติเข้ามา
ขณะเหล่าจอมเวทย์กำลังสร้างเขตโรงเรียนมาโฮระขึ้นมา
มันเข้ามาตัวเดียว และแฝงกายอยู่ภายใต้โพรงของหอสมุดกลางน้ำ
และได้ค้นพบพลังเวทย์มนตร์ที่แฝงอยู่ภายในวิทยาเขตนี้
พลังซึ่งหากมันได้มาก็สามารถครองกาแลคซีได้

มันใช้เวลาอยู่ใต้ดินเป็นเวลานาน
โดยไม่สามารถติดต่อดาวของมันได้เนื่องจากถูกรบกวนจากสนามแม่เหล็กโลก
จนประจวบเหมาะกับเวลาที่สนามแม่เหล็กโลกถูกบีบโดยลมสุริยะจนอ่อนลง
ทำให้มันส่งสัญญาณถึงพรรคพวกของมัน ให้มารับตัวกลับไป
พร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะยุให้ยกทัพใหญ่แห่งดาวไทรานมาด้วย
เพื่อค้นหาและรับเอาพลังเวทย์มนตร์ที่มีอยู่มากมาย ภายในวิทยาเขตแห่งนี้กลับไป

ซีเนทแห่งดาวไทรานยังมิได้เชื่อข้อมูลที่ดาร์ธดรากูนกล่าวทั้งหมด
แต่ได้ยกกองพลขนส่งมายังวิทยาเขตมาโฮระ
ในขณะที่รอเวลาอยู่นั้น ดาร์ธดรากูนได้คนพบวิธี
ที่จะนำเอาเวทย์มนตร์ไปสู่เผ่าพันธ์ของมันได้
ด้วยความรู้ที่อัดแน่นอยู่ภายในโพรงใต้ดินของหอสมุดนั้นเอง
แล้วไอสงครามได้คืบคลานเข้ามา โดยที่เหล่านักเรียนไม่รู้เลยว่า อะไรรอพวกเขาอยู่...

Prologue - สัญญาณแรก

สะพานแขวนมาโฮระ สะพานแขวนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทางเข้าหลักทางเดียวสู่วิทยาเขตมาโฮระ สถานที่ซึ่งขณะนี้ไร้ผู้คน ทอดข้ามผืนน้ำที่เงียบสงบในยามค่ำคืน

แสงประหลาดสีเขียวลุกสว่างโชติช่วงอยู่บนหอของสะพานมาได้สามคืนแล้ว แสงนี้เสมือนไฟนักบุญที่เกิดขึ้นบ่อยๆบนเสากระโดงเรือ แสงนั้นค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างพอที่จะเรียกให้ ผ.อ. อ.ทาคาฮาตะ อ.เนกิ เอวานเจลีน และชาช่ามารุ ยกขบวนกันมาได้

มาสเตอร์คะ สแกนแล้ว ไม่พบแหล่งต้นกำเนิดของแสงนี้เลยค่ะ รวมทั้งตรวจไม่พบคลื่นพลังเวทย์มนตร์แม้แต่เล็กน้อยด้วย ชาช่ามารุลดระดับจากการบินสำรวจรอบหอสะพานลงมายังเบื้องล่าง

อืมเอวากล่าว ในโลกนี้ยังไม่มีอะไรที่ทำให้แวมไพร์สาวนี้หวั่นใจ อาจจะยกเว้นอาซึนะคนนึงล่ะ แต่คืนนี้เธอสังหรณ์อย่างบอกไม่ถูก ขอบใจนะ

เนกิลงจากไม้เท้าเวทย์หลังบินวนอยู่สามสี่รอบ ไม่พบอะไรเลยครับท่าน ผ.อ. ไม่รู้ว่าแสงนี้มาจากไหน

ขนาดชาช่ายังไม่รู้แล้วหนูน้อยอย่างแกจะไปรู้ได้ยังไงฮึ? เอวาอดไม่ได้ที่จะแขวะเล็กน้อย

ทาคาฮาตะและผ.อ.ไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ดูจากคิ้วที่ขมวดเป็นปมของทั้งสองซึ่งไม่ค่อยได้เห็นกันนึกก็คงรู้แล้วว่าสถานการณ์ไม่น่าจะดี

ทันใดนั้นแสงที่เป็นสีเขียวก็สว่างขึ้นจนสะพานและน้ำทั้งแถบกลายเป็นสีเขียวเรืองรองพร้อมๆกับลูกไฟสีฟ้าที่ปรากฎสว่างกลางท้องฟ้าอันมืดมิดยามราตรีที่หนาวเหน็บนั้น แล้วพื้นดินทั่วบริเวณก็ส่งสัญญาณต้อนรับการมาถึงของสิ่งลึกลับด้วยการเปล่งแสงสว่างทั่วทุกแห่ง แล้วแสงทั้งหลายนั้นเสมือนว่าจะเคลื่อนเข้าหาสถานที่เดียวกัน นั่นคือหอสมุดกลางน้ำ

แล้วไฟทั้งวิทยาเขตมาโฮระก็พร้อมใจกันดับลงทันที

ห้องอาบน้ำรวม (ลมโชย) ปกติแล้วเป็นที่อาบน้ำรวมเหมือนชื่อ แต่ตอนนี้ในเวลาตีสอง สถานที่นี้ดูเหมือนจะเป็นที่อาบน้ำส่วนตัวของใครบางคน

แง.. อาโกะร้องขึ้น รอบที่สองแล้วนะที่ไฟดับตอนพวกเราอาบน้ำเนี่ย

เพราะมากิเอะนั่นแหละรบเร้าจะมาอาบน้ำอีกแล้ว ยูนะพูดขึ้น

แต่มากิเอะไม่ได้ตอบ สายตาเธอจับจ้องอยู่ที่ลูกไฟสีน้ำทะเลลูกโตหลายลูกที่ค่อยๆปรากฏกลางท้องฟ้า

หอสมุดกลางน้ำ หรือเกาะหอสมุดนั้น เป็นขุมความรู้ทั้งมวลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยากที่จะจินตนาการถึงขนาดอันใหญ่โตของมัน ซึ่งกินอาณาบริเวณของเกาะทั้งเกาะ แวดล้อมด้วยผืนน้ำขนาดใหญ่ และยากที่จะเชื่อได้ว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยเมจิแล้ว ด้วยโครงสร้างแบบคลาสสิกนั้น ทำให้ไม่สามารถต่อเติมความสูงของตัวตึกไปได้ พื้นที่ส่วนเกินจึงต้องมุดลงใต้ดิน เป็นดั่งจอมปลวกอันซับซ้อนซึ่งบรรจุไว้ด้วยความรู้นับไม่ถ้วน

ในขณะนี้รอบนอกของเกาะหอสมุดเรืองแสงสีมรกตจนแทบจะมองไม่เห็นตัวอาคาร ยิ่งถูกสะท้อนด้วยผืนน้ำที่สงบนิ่งรอบเกาะแล้วทำให้เหมือนมีใครเอาดวงอาทิตย์สีเขียวลูกโตๆมาวางไว้บนน้ำ แต่แสงนี้ก็มิได้เล็ดลอดเข้าไปยังความมืดภายในชั้นใต้ดินของหอสมุดได้

โนโดกะและยูเอะใช้มือถือแทนไฟฉาย แต่กระนั้นหนทางที่จะออกมาจากห้องสมุดที่ซับซ้อนก็ไม่ได้สว่างขึ้นเท่าไหร่ ทั้งสองจูงมือเดินสะเปะสะปะเพื่อหาทางออกเพียงทางเดียวซึ่งชมรมสำรวจห้องสมุดเปิดไว้ใช้สำหรับสำรวจชั้นใต้ดิน ทางออกนั้นอยู่ตรงกลางโดมรูปหัวหอม ซึ่งต่อตรงไปยังหน้าจั่วของอาคารคล้ายวิหารแพนธีออน

ยังอีกยาวกว่าจะเดินไปถึงทางออก

นี่ๆยูเอะ โนโดกะรั้งมือยูเอะไว้ มีอะไรแปลกๆข้างนอกรึเปล่า ฉันกลัวจัง

ยูเอะหยุดชะงัก แล้วปลอบว่า แค่แสงประหลาดๆเอง เราผ่านอะไรน่ากลัวกว่านี้มาเยอะแล้วน่า แล้วฉันยังหาวิธีฆ่าเจ้าตุ๊กแกยักษ์นั่นไม่ได้เลย ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไรหรอกนะ โนโด...

เสียงยูเอะถูกกลบด้วยคลื่นสั่นสะเทือนที่แรงเหมือนจะถล่มหอสมุดทั้งหอได้ ภายนอกนั้น แสงสีเขียวที่เรืองรองอยู่เคลื่อนเข้ามารวมตัวกันบริเวณหอคอยตรงกลาง แล้วหมุนวนเป็นก้นหอยรอบๆหออย่างรวดเร็วก่อนที่จะพุ่งสูงขึ้นไปยังอวกาศ

แสงสีฟ้าจากเบื้องบนลดระดับลงมาอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นรูปร่างเหลี่ยมเพชรคล้ายข้าวหลามตัดของมันอย่างชัดเจน มันบินเรียงกันเป็นแถว แล้วกระจายออกรอบๆแสงสัญญาณที่ส่งจากหอสมุดกลางน้ำนั้น ก่อนที่จะลดเพดานลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่าง

ยูเอะจับมือโนโดกะไว้ ขณะที่ทั้งสองวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตผ่านบันไดวกวน และชั้นหนังสือสูงใหญ่โดยรอบ ซึ่งค่อยๆล้มลง แล้วเทกองหนังสือลงมารอบตัวพวกเธอ เห็นทางออกอยู่ไม่ไกลนัก แต่แรงสั่นสะเทือนมีมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่รู้ว่าจะวิ่งไปถึงทางออกได้ไหม

เร็วหน่อยโนโดกะ หอจะถล่มแล้ว! ทั้งสองวิ่งมาจนถึงโดมหัวหอม แล้วตรงไปยังบริเวณประตูใหญ่

ขณะที่ทั้งสองก้าวผ่านประตูนั้น พื้นดินโยกซ้ายขวาไม่ต่างอะไรกับเรือที่กำลังแล่นกลางพายุ เท้าของโนโดกะสะดุดกันเองล้มลง ดึงให้ยูเอะล้มตามไปด้วย

ทั้งสองจะลุกขึ้น แต่สิ่งที่เห็นทำให้แทบเข่าอ่อน ถึงแม้มันจะน่ากลัวน้อยกว่ามังกรก็ตาม นั่นคือสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว รูปร่างคล้ายพรีเดเตอร์หลายสิบตัว ก้าวออกจากยานซึ่งจอดอยู่กลางน้ำ แล้ววิ่งบนผิวน้ำอย่างกับว่ามันเป็นพื้นดิน กระจายกำลังรอบๆหอสมุด

คราวนี้โนโดกะไม่ลุกลี้ลุกลนอย่างแต่ก่อน เธอคว้าบัคดิโอการ์ดขึ้นมา อาดีอาท!! หนังสือเล่มโตปรากฏขึ้นบนมือเธอแล้วเปิดออก ทันใดนั้นเธอเห็นมนุษย์ต่างดาวในหนังสือเหมือนตัวที่อยู่ข้างนอกนั่น แต่ต่างกันที่ว่า ตัวนี้มาจากด้านใน ตรงมาที่ทางออก และกำลังเล็งสิ่งที่คล้ายๆปืนมาทางพวกเธอ

ยูเอะ ข้างหลัง!! คุณหนูร้านหนังสือร้องเตือนทันที แต่ช้าไป มันกระตุกไก ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากกระบอก

เป็นสิ่งสุดท้ายที่ทั้งสองจำได้ในตอนนั้น แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง

TO BE CONTINUED...

Chapter 1 - อพยพ

คุณครู ระวังค่ะ!! โนโดกะได้ยินเสียงตัวเองร้องเตือนเนกิ แต่ช้าไป ลำแสงสายฟ้าจากหุ่นพิฆาตยิงโดนเนกิอย่างจัง ร่างที่ขาดลมหายใจของเนกิล้มลง

ไม่!!!

แล้วโนโดกะก็ตื่นขึ้น

เธอพบตัวเองอยู่ในห้องพยาบาล ข้างๆเตียงเธอนั้นคือเนกิและครูชิซึนะ พร้อมทั้งยูเอะซึ่งฟื้นขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว

ยูเอะบอกโนโดกะเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด ที่แท้พวกครูใหญ่พร้อมทั้งเนกิได้รุดมายังหอสมุดทันเวลา ในขณะที่แสงเลเซอร์หลุดจากปากกระบอกปืนของมนุษย์ต่างดาวตัวนั้น เนกิก็ยิงเวทย์ ซากิตา มาจิกา (ศรมนตรา) เข้าปะทะแสงเลเซอร์นั้นจนสะท้อนกลับไปโดนตัวของมันเอง แต่มนุษย์ต่างดาวตัวนั้นไม่มีท่าทีบาดเจ็บอะไร แล้วมันก็หันตัววิ่งออกไปทางยานที่จอดอยู่เบื้องล่าง

อย่าหนีนะ!! เอวาตามมาสมทบพร้อมกับร่ายเวทย์ ลิค ลัค ลา ลัค ไลลัค เซบเทนเดคิม สปิริตุส กลาซีอาเรส โคอูเอนเทส อิมินิคุม คอนคิดันท์ ซากิตตา มาจิกา แมกซิมัส กลาซิอาลีสสส!! ศรน้ำแข็งขนาดเขื่องๆพุ่งตรงไปยังร่างของมนุษย์ต่างดาวนั้น เสียงระเบิดจากการปะทะถึงขนาดสั่นสะเทือนพื้นน้ำโดยรอบ ชั้นหนังสือโดยรอบพังไม่มีชิ้นดี ไอความเย็นจัดกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฟุ้งไปทั่ว

ชาช่ามารุเล็งปืนเตรียมยิงไปยังเป้าหมายที่อาจจะหลบการโจมตีของเอวาได้ แต่เมื่อฝุ่นจางลง ก็ไม่เห็นร่างของมนุษย์ต่างดาวนั้นแล้ว

ในขณะนั้นเลเซอร์จากปากกระบอกปืนของพวกต่างดาวทุกตัว สาดมายังพวกเนกิ แต่ไม่สามารถทะลุกำแพงเวทย์ที่คุ้มกันพวกเขาอยู่ได้ ครูทาคาฮาตะใช้ฝ่ามือซึ่งฉาบไปด้วยเวทย์รีโทรรีเฟลกโต สะท้อนแสงพวกนั้นกลับเข้าหาแหล่งกำเนิด สังหารพวกไทรานัสตายไปหลายตัว

...แล้วคุณครูเนกิกับคุณเอวาก็พาเธอกับฉันออกมา แล้วกางข่ายมนตร์ครอบหอสมุดกลางน้ำ ขังพวกเอเลี่ยนไว้ข้างในเรียบร้อย

คุณสลบไปวันนึงเต็มๆเลยนะครับ คุณมิยาซากิ เนกิพูดขึ้น เมื่อโนโดกะเห็นเนกิก็ผวาเข้ากอดทันทีโดยที่เนกิไม่ทันตั้งตัว แล้วก็ทำอะไรไม่ถูกนอกจากปลอบโยนเธอ

ไม่มีอะไรแล้วล่ะครับ ผมกับคุณเอวานเจลีนได้กางข่ายผนึกมนตร์รอบๆหอสมุดแล้ว ตอนนี้พวกต่างดาวพวกนั้นก็โดนขังอยู่ข้างในหมดตอนนี้เหลือแค่รอเวลาจัดการพวกมันอย่างเดียวละครับ...

แต่โนโดกะเหมือนไม่ได้ฟังอยู่เลย เธอเริ่มร้องไห้พร้อมกับกอดเนกิแน่นขึ้น

หนูไม่อยากให้ครูตาย โนโดกะบอก นึกถึงภาพที่เธอฝันเห็นอย่างชัดเจน คุณครูอย่าไปสู้กับพวกมันเลยนะคะ

เนกิยิ่งทำอะไรไม่ถูก ผมยังไม่ได้ตายนี่ครับ ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ

โนโดกะเงยหน้าขึ้นสบตาเนกิผ่านม่านน้ำตา คุณครูจะไม่ไปสู้กับพวกนั้นใช่มั้ยคะ

เนกิอ้ำอึ้งเล็กน้อย อะ เอ่อ ในฐานะที่ผมเป็นครู ผมต้องปกป้องลูกศิษย์ของผมอยู่แล้วล่ะครับ

เกิดความเงียบขึ้นในห้องพยาบาลสักพักหนึ่ง เนกิรู้ว่าโนโดกะและนักเรียนคนอื่นๆไม่อยากให้เขาไปแน่ แต่ด้วยหน้าที่ของครูแล้ว เขาจำเป็นต้องไป แล้วเขาจะอ้างเหตุผลอะไรดีล่ะ?

คุณมิยาซากิครับ คือว่า..

โนโดกะพูดสวนขึ้นมา หนูรู้ค่ะ แววตาของเธอดูมุ่งมั่นขึ้นทันใด ถ้า... คุณครูต้องไปสู้กับพวกมันจริงๆละก็ ให้หนูไปด้วยนะคะ

กองบัญชาการกลาง ฐานทัพไทรานิก ซึ่งตั้งขึ้นชั่วคราวภายในหอสมุดกลางน้ำ

มีการประชุมของระดับอัศวินของกองทัพ หรือที่พวกไทราเนียนเรียกนำหน้าว่า ดาร์ธ ภายในโดมหัวหอมกลางเกาะหอสมุดนั้น

ดาร์ธดรากูน หรือก็คือตัวที่เข้ามาอาศัยอยู่ในหอสมุดกลางน้ำมาตลอดนั่นเอง กำลังทำท่าเหมือนเล็คเชอร์ให้ระดับดาร์ธตัวอื่นๆฟัง

...พวกท่านเห็นอานุภาพของพลังแห่งเวทย์มนตร์ที่พวกมันมีรึยัง? แค่สองคน สองคนเท่านั้นเอง สามารถสร้างข่ายพลังงานขังพวกเราไว้ทั้งทัพ แล้วปืนเลเซอร์ของพวกเราทำอะไรมันได้บ้าง ไม่มีเลย ถ้าเราจะมาทำสงครามยึดดาวดวงนี้ก็แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

ข้าเห็น ดาร์ธตัวหนึ่งในที่ประชุมพูด แต่พวกเราจะเอาพลังนี้จากพวกมันได้ยังไง เจ้าคงไม่จับพวกมันมาบังคับให้สอนให้หรอกนะ

แล้วข้าไม่เชื่อว่าการจับพวกมันมาสแกนสมองจะบอกอะไรมากเกี่ยวกับพลังของมัน อีกตัวหนึ่งกล่าว

ข้าว่าเสียเวลาเปล่า ถ้าหากเราทลายข่ายพลังนี้ได้ ก็ถล่มไอ้สถานที่นี้ซะให้ราบแล้วกลับดาวของเราดีกว่า เจ้าน่ะอยู่ในนี้นานจนสติแตกไปแล้วมั้งถึงได้เสนอเรื่องบ้าๆนี้ขึ้นมาได้

ต่างตัวต่างก็ไม่เห็นด้วยกับดาร์ธดรากูน หลายเสียงแสดงความไม่พอใจออกมา จนกระทั่ง ดาร์ธซึ่งดูเงียบขรึมที่สุดในที่นั้นพูดออกมา

ลอร์ดดรากูน ถ้าเจ้าคิดว่ามีวิธีอะไรที่สามารถดึงพลังนี้ออกมาได้ จงพูดมา มิฉะนั้นเราจะปลดเจ้าออกจากซีเนท

ท่านลอร์ดอาคีรอน ดาร์ธดรากูนก้มหัวลงเหมือนแสดงความนอบน้อม แต่แววตาฉายแววอย่างประหลาด วางใจเถิด ข้ามีวิธี

มันหยิบปืนของมันออกมา ข้าได้ค้นคว้าขณะติดอยู่ในสิ่งก่อสร้างนี้ แล้วดัดแปลงปืนนี้ให้ดักประจุดเวทย์มนตร์ของมันส่วนหนึ่งได้ แล้วข้าก็ได้ประจุเวทย์นั้นมาแล้ว มันหยุดพูดก่อนที่จะหยิบปืนอีกอันจากทหารองครักษ์ แล้วเล็งปืนนี้ผ่านรูเปิดของหลังคาโดมออกไป จากนั้นก็เหนี่ยวไก

แสงเลเซอร์กระทบกับข่ายมนตรา แล้วถูกดูดกลืนไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แล้วนี่เป็นผลจากการรวมประจุเข้าด้วยกัน มันยิงปืนของมันเองออกไป เมื่อลำแสงกระทบกับข่ายมนตร์ ส่วนหนึ่งทะลุออกไปได้ ส่วนที่เหลือถูกดูดกลืน

มีเสียงพึมพำจากดาร์ธตัวอื่นๆต่อการสาธิตของมัน

เวทย์มนตร์ของพวกมันก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ดาร์ธดรากูนเล็คเชอร์ต่อ ถ้าเรารวมมันกับแหล่งพลังงานของเราได้ เราก็สามารถทำให้อานุภาพรุนแรงขึ้นได้ และชนะพวกมันได้

ดาร์ธอาคีรอนยืนขึ้น เจ้าแน่ใจรึว่าสามารถรวมเอาเวทย์ทั้งหมดเข้ากับแหล่งพลังงานของเราได้

เรื่องนี้ต้องลองดู ท่านลอร์ด ดรากูนกล่าวอย่างหนักแน่น

งั้นเจ้าถ่ายทอดวิธีนี้ให้กับกองช่างของเรา แล้วลองทำลายกำแพงพลังงานนี้ให้ได้ก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ เลิกประชุม อาคีรอนกล่าวสรุปอย่างรวบรัด ดาร์ธตัวอื่นๆพึมพำอย่างไม่พอใจแต่ก็ต้องเดินออกจากที่ประชุมไป ดรากูนยืนนิ่งอยู่โดยใบหน้ามีรอยยิ้มที่หน้ากลัวอย่างบอกไม่ถูก

สถาบันวิจัยมาโฮระ มีแผนกหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นนานมาแล้ว คือแผนก Extra Terrestrials Glancer and Research (แผนกค้นหาและวิจัยสิ่งมีชีวิตนอกโลก) แต่ไม่ได้มีความสำคัญเท่าไหร่เพราะไม่เคยมีผลงานเลย หน้าที่ของแผนกนี้คือจับตาดูมนุษย์ต่างดาวทั้งหลายแหล่ แต่ครั้งสุดท้ายที่มีข้อมูลที่เชื่อถือได้นั้นก็คือแปดปีมาแล้ว ทำให้แผนกนี้ใกล้จะถูกยุบอยู่รอมร่อ

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำให้แผนกอื่นถึงกับโดนยุบไปชั่วคราว แล้วบุคลากรทั้งหลายก็หลั่งไหลสู่แผนกนี้

ฮาคาเซะ ซาโตมิ สาวแว่นอัจฉริยะที่มีฉายาว่าดอกเตอร์ ตอนนี้หน้าตาใกล้เคียงไอน์สไตน์บวกกับแพนด้าเข้าไปทุกที หลังจากอดนอนมามากกว่าหนึ่งอาทิตย์ เธอคิดว่าจะได้พักผ่อนแล้วเชียวหลังจากเสร็จหัวข้อวิจัยเกี่ยวกับการระบายความร้อนในหุ่นยนต์ แต่พอจะนอนก็ดันเกิดเหตุการณ์ประหลาดๆนี้เสียก่อน

ตอนนี้เธออยู่ในห้องจำลองสถานการณ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่หลายสิบเครื่องกำลังทำงานเต็มที่อยู่อย่างเงียบกริบ แต่ส่งไอความร้อนออกมาจนห้องที่เคยเย็นเฉียบตอนนี้ร้อนอบอ้าว ที่ผนังมีหน้าจอพลาสมาขนาดยักษ์ติดอยู่ ล้อมรอบด้วยจอขนาดเล็กหลายสิบจอ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงภาพจากดาวเทียมซึ่งแสดงจุดสีแดงกำลังเคลื่อนที่อยู่รอบๆหอสมุดกลางน้ำขึ้นมา

มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาพักหนึ่งแล้วครับ เจ้าหน้าที่คนนั้นรายงาน

ซาโตมิพยักหน้าแล้วหันไปหาเครื่องจำลองเหตุการณ์อันเป็นหัวใจหลักของห้องนี้ มีชื่อเรียกเล่นๆว่า Combined Terse Extrapolator (เครื่องประเมินสถานการณ์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก) ใหม่เอี่ยมแกะกล่องซึ่งเพิ่งจะทดลองใช้งานตั้งแต่มีการวางระบบมา

เมื่อใส่ตัวแปรต่างๆเข้าไปแล้ว เครื่อง CT-Ex นี้ได้ทำการประมวลผลออกมาว่า พวกไทรานัสจะไม่สามารถเจาะเกราะเวทย์มนตร์ (ซึ่งซาโตมีเรียกว่าข่ายพลังงาน เพื่อมิให้ความลับของเวทย์มนตร์ถูกเปิดเผย) ได้ก่อนเที่ยงของวันพรุ่งนี้

แต่ตอนนี้ซาโตมิและเจ้าหน้าที่คนอื่นจะเริ่มไม่เชื่อผลการประเมินจากเครื่องนี้เสียแล้ว เนื่องจากตัววัดพลังงานของเกราะเวทย์มนตร์บ่งบอกว่าประมาณ 0.3% ของเกราะเริ่มสลายไปแล้ว และเปอร์เซ็นต์นี้ก็กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

900 ล้านเชียวนะเครื่องนี้ เธอคิด คณะกรรมการสถาบันวิจัยเอาเงินมาโยนน้ำเล่นละมั้ง

สถานการณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะคะ เธอหันไปหา ผ.อ. ซึ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาในห้องพอดี หนูให้เอากอง C3 กองที่ 5 ไปเฝ้าระวังไว้รอบหอสมุดแล้ว แต่ว่ากองอื่นๆให้เตรียมพร้อมไว้ก่อนค่ะ

ดีมากๆ ด็อกเตอร์ ยกหน้าที่สั่งการให้เธอคิดไม่ผิดจริงๆ ผ.อ. กล่าว

เจ้าหน้าที่ซึ่งคุมเรื่อง CT-Ex อยู่หันมาแย้งว่า ทำไมเราไม่รอกำลังเสริมของกองกำลังป้องกันตนเองที่จะมาในตอนบ่ายก่อนล่ะครับ ในเมื่อถ้าอัตราการสลายของเกราะเป็นไปอย่างนี้ อย่างเร็วก็คือตอนเที่ยงคืนห้านาที ที่เกราะจะสลายพอที่พวกมันจะออกมาได้ อีกอย่างถ้าเราเฝ้าระวังตอนนี้ก็ควรให้กองอื่นๆไปล้อมหอสมุดไว้ให้หมด ให้ล้อมไว้กองเดียวมีประโยชน์อะไรหรือครับ

ท่าน ผ.อ. หันไปมองซาโตมิแวบหนึ่งแล้วหันกลับมา โฮ่ๆ คงจะมีเหตุผลของเค้า

เหตุผลของฉันมาจากลางสังหรณ์ที่แม่นกว่าเครื่องคอมไหนๆในห้องนี้ซะอีก ซาโตมิคิด ตอนนี้ก็เหลือแค่รอเท่านั้น

ห้อง 643 หอพักนักเรียน โรงเรียนมาโฮระ

บนพื้นห้องเต็มไปด้วยอาวุธเวทย์มนตร์ของเนกิ ขณะที่อาซึนะยังไม่ตื่นนั้น (ตอนนี้ใกล้เที่ยงแล้วนะ) เนกิ คาโม และโคโนกะกำลังช่วยกันจัดของสำหรับเตรียมรบเต็มพิกัด ดูวุ่นวายดี แต่อาซึนะก็ยังไม่ตื่น

เนกิคุงจะไม่ปลุกอาซึนะมาช่วยเหรอจ๊ะ โคโนกะถาม เดี๋ยวเค้าก็งอนให้อีกหรอก

เนกิกำลังเหม่ออยู่โดยไม่ทันได้ยินโคโนกะ ความจริงเขาไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงคาโมที่นั่งพล่ามอะไรมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว (คราวนี้ตายแน่ๆต้องหาคู่หูเพิ่มแล้วนะขอรับ... ฯลฯ) เหตุการณ์คราวนี้ไม่ใช่เหมือนกับที่ผ่านๆมา ที่เขากับนักเรียนเคยประสบ เขาไม่อยากให้ใครก็ตามต้องมาเกี่ยวข้อง แต่จากที่อยู่กับนักเรียนของเขามานาน จิตใต้สำนึกก็บอกเขาว่า ห้ามไม่ได้หรอก

นี่ๆ เนกิ โคโนกะเข้ามาสะกิด ทำให้เนกิตื่นจากภวังค์

ทำไมเหรอครับคุณโคโนกะ เอ้อ ถ้าเรื่องคุณอาซึนะละก็ไม่ต้องห่วงครับ เดี๋ยวเธอตื่นแล้วผมก็จะบอกเธอเองแหละ

แล้วสิ่งที่จะทำให้อาซึนะตื่นก็ดังขึ้น นั่นคือเสียงหวอสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงของหอ ที่ไม่เคยดังมาตลอดหลายสิบปี

เสียงประกาศจากลำโพง น่าจะเป็นเสียงของครูชิซึนะ ฉุกเฉิน! ฉุกเฉิน! ขอให้นักเรียนทุกคน อพยพไปยังหลุมหลบภัยมาโฮฟรอนท์ทันที ย้ำ ให้ทุกคนอพยพทันที นี่ไม่ใช่การฝึกซ้อม

อะไรกันน่ะ เอะอะกันจังเลย ขอนอนสบายๆหน่อยก็ไม่ได้ อาซึนะยังงัวเงียอยู่

นี่ อาซึนะ เค้าประกาศให้ไปหลุมหลบภัยด่วนนะจ๊ะ ตื่นได้แล้ว

เสียงจากลำโพงยังดังต่อไป ขอให้หัวหน้าห้องจัดการเช็คชื่อเพื่อนๆให้ครบ แล้วมารายงานตัวที่เทอร์มินัล 4 ทันทีทีทั้งห้องอยู่ในบริเวณที่กำหนดแล้ว ย้ำว่านี่ไม่ใช่การฝึกซ้อม แต่ขอให้ทำตามขั้นตอนที่ได้ทำการฝึกซ้อมมา...

อาซึนะลงมาจากเตียง เดี๋ยวขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ แล้วเนกิ นายทำอะไรน่ะ จะไปออกศึกที่ไหนเหรอ?

อาซึนะยังหน้าตาสะลึมสะลือ ในขณะที่เนกิตาเหลือรีบกวาดเอาอุปกรณ์ทั้งหมดใส่ในช่องต่างๆในเสื้อคลุมเท่าที่จะยัดได้ ตอนนี้เรียกว่าอาวุธพร้อมมือเป็นที่สุด ยิ่งกว่าตอนสู้กับเอวานเจลีนตอนนั้นเสียอีก เขาหันไปยิ้มเก้อๆให้อาซึนะ

อ๋อ ฉุกเฉินไงครับ เตรียมเอาไว้ก่อน แหะๆ พูดจบก็เอามือยัดปากคาโมะไว้ก่อนที่มันจะพล่ามอะไรออกไป

คุณอาซึนะรีบหน่อยนะครับ เค้าว่านี่ไม่ใช่การซ้อม

ดูเนกิจะพยายามพูดให้เป็นปกติที่สุด ทั้งๆที่ในใจคิดว่างานนี้ศึกหนักแน่ๆ หลังจากอาซึนะแต่งตัวเสร็จแล้ว ซึ่งกินเวลาไม่ถึง 10 วินาที ทั้งสามก็วิ่งออกจากห้อง

กองทัพนักเรียนที่หลั่งไหลมาตามทางเดินดูโกลาหล ถึงแม้จะฝึกอพยพบ่อยๆตอนปิดภาคเรียน แต่ว่าแต่ละครั้งดูจะเป็นกิจกรรมสนุกๆมากกว่าของจริง และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน บรรยากาศเหมือนกับแข่งกันวิ่งเล่นมากกว่าที่จะหนีภัย อย่างไรก็ตาม หัวหน้าห้องต่างๆก็ปฏิบัติหน้าที่เป็นอันดีรวมทั้งอายากะ หัวหน้าห้อง 3-A ด้วย

ทางลับใต้ดินเป็นบันไดวนกว้างใหญ่ลงไปไม่ลึกมาก แล้วตรงไปยังอุโมงค์ขนาดมหึมาที่เชื่อมต่อไปจนถึงใต้ภูเขา บริเวณต้นไม้โลก อุโมงค์นั้นประกอบไปด้วยรางเลื่อนความเร็วสูงจำนวนหลายสิบรางและทางเดินกว้างๆขนาบข้าง เพื่อความรวดเร็วในการหนีภัย ภายในครึ่งชั่วโมงทุกคนจะเข้ามาอยู่ภายในฟรอนท์ แล้วทางเชื่อมระหว่างบันไดวนกับอุโมงค์ก็จะถูกปิดด้วยกลไกขนาดใหญ่ทันทีที่ยืนยันว่าทุกคนเข้ามาหมดแล้ว

ภายในมาโฮฟรอนท์ ไม่เหมือนหลุมหลบภัยทั่วๆไป ฟรอนท์จะแบ่งออกเป็นหลายโซน รองรับนักเรียนในแต่ละห้อง แต่ละโซนจะรับนักเรียนได้ 1 ห้อง พร้อมเสบียง ยา และอื่นๆ เพียงพอต่อการดำรงชีพเป็นเวลาหลายสัปดาห์ทีเดียว

พอทุกอย่างเรียบร้อย นักเรียนห้อง 3-A ก็เข้ามารุมยิงคำถามใส่เนกิ

เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ

ปีศากบุกอีกเลี้ยวเหรอ

มีอะไรหรือเจ้าคะ

ฯลฯ

ท่ามกลางเสียงจ๊อกแจ๊กของนักเรียนห้อง 3-A นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

ทุกคนเงียบก่อนค่ะ

ด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังของหัวหน้าชั้น ทุกคนก็เงียบทันที ขอดิฉันเช็คชื่อนะคะ ไอซากะ ซาโยะ..

นี่ รายนั้นไม่ต้องเช็คก็ได้มั้ง

อยู่กับฉันค่ะ คาซึมิชี้ไปที่อากาศว่างเปล่า

งั้นต่อไป อาคาชิ ย