บันทึกกำแพงเพชร
คลองวังเจ้า น้ำตกเต่าดำ อุทยานประวัติศาสตร์ และเซี้ยงบะหมี่
27-30 มีนาคม 2549
26 มีนาคม
คืนวันที่ 26 มีนาคม เป็นคืนก่อนจะไป เราโทรเช็คเพื่อนๆอีกรอบ และจัดของลงกระเป๋าให้เรียบร้อย หาได้กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของแม่แล้ว ก็เอาของทั้งหลายรวมทั้งแท่นชาร์จทั้งสี่ (กล้องใหญ่ กล้องเล็ก ไอพอด มือถือ) และของจำเป็นอื่นๆใส่ลงไปให้หมด
ต้าบอกว่าอยากให้เอาโน้ตบุ๊คไปด้วยเพราะจะเอาไว้ทำงาน โน้ตบุ๊คเราก็ใช้งานมาหนักหน่วงตอนทำงานนำเสนอโปรเจคท์ คิดว่าน่าจะช้าอยู่ ก็เลยเอามานั่งฟอร์แมต ลืมไปว่าฮาร์ดดิสค์มันช้า กว่าจะฟอร์แมตเสร็จก็ตีสาม แถมนอนไม่ค่อยหลับอีก (ตื่นเต้นนี่นา)
27 มีนาคม
เช้าวันออกเดินทาง ตื่นขึ้นมาเจ็ดโมงเช้า จะเรียกว่าตื่นก็ไม่ค่อยถูกเพราะไม่ได้นอน เรียกว่าลุกขึ้นมาแปรงฟันอาบน้ำ จากนั้นก็นั่งรอรถตู้ที่วนไปรับเพื่อนๆที่ไปคอยบ้านต้า แล้วจึงรับเก๋ที่ กม. 8 แล้วค่อยมารับเรา อะเคื้อรออยู่ที่กำแพงเพชรแล้วจึงไม่ต้องกังวล (ก็บ้านเขานิ)
ขึ้นรถตู้มา ต้าแจ้งกำหนดการคร่าวๆให้พวกเราทราบดังต่อไปนี้ คือ วันแรกจะเข้าไปที่อุทยานวังเจ้า และอาจจะแวะบ้านเคื้อก่อนถ้าหากถึงเร็ว ก้องถามว่าอุทยานนี้เกี่ยวกับอะไร เพื่อนๆก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี ก็อุทยานก็คืออุทยานนั่นแหละ ใกล้ๆอุทยานที่เราพักนั้นจะมีน้ำตกอยู่ ตอนเย็นจะไปนั่งแช่น้ำตกกัน วันรุ่งขึ้นจะเดินทางไปน้ำตกเต่าดำ และคงใช้เวลาทั้งวัน ต้าเตือนว่าหนทางค่อนข้างลำบาก อาจจะต้องลุยนิดหนึ่ง ให้ใส่กางเกงขายาวไปด้วย จากนั้นวันที่สาม จะกลับจากอุทยานเข้าไปตัวเมืองกำแพงเพชร เที่ยวเมืองเก่า หรืออุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร แล้วค่อยเข้าที่พักที่ริมแม่น้ำปิง สามารถลงเล่นน้ำได้ ถ้าใครจมน้ำก็ไปเจอกันที่เจ้าพระยา
พูดๆไปต้าก็โดนแขวะเรื่องนอนแต่หัวค่ำ อนามัยจัด ว่างั้น ต้าว่าจะนอนดึกก็ได้ เราก็จะดูว่าต้าจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ ส่วนเก๋ก็บอกมาว่านอนน้อยไม่สวย สงสัยเก๋ก็คงจะต้องนอนตลอดชีวิตละนะ
ต่อมามีการโหวตคนเหรัญญิก ก็คือคนถือสตางค์ตอนไปเที่ยว ต้าโดนมติเอกฉันท์ เช่นเดียวกับคราวที่แล้วที่ไปประจวบฯ แต่ก็ได้มีการตกลงกันว่ากองกลางจะให้หวานถือด้วย
นั่งรถไปสักพัก เราก็เอากระดาษที่พิมพ์บันทึกการเดินทางครั้งที่แล้ว และนิราศประจำกลุ่มมานั่งอ่าน ที่จะมีเขียนล้อเลียนเรื่องความรักของแต่ละคน อ่านของก้อง ถึงความที่ว่า เมื่อไปดูฝนดาวตกที่ผ่านมา วันวิสาข์ก็น่ารักดีเหมือนกัน" ก็พูดกันว่า แล้ววันวิสาข์คือใครล่ะ? ได้คำตอบทันทีว่า นั่งอยู่ข้างหลังเรานี้แหละ ก็คือหวานผู้นี้นี่เอง
แล้วหวานกับก้องก็เป็นคนโดนแขวะตลอดการเดินทางด้วยประการฉะนี้
ขึ้นทางด่วน ก้องจ่ายค่าทางด่วน แล้วก็มานั่งทบทวนความหลังต่อไป ว่าทำไมตูเคยชอบคนเยอะขนาดนี้นะ ก็ปล่อยก้องรำลึกความหลังไปได้สักพัก ก็หันไปแขวะนอยเรื่องลานบิน (โปรดอ่านบันทึกการเดินทางลงใต้) สงสัยตอนนี้นอยคงจะจามฮัดเช่ยๆอยู่
9:30 ถึงนครสวรรค์ ก้องบอกว่าได้เวลาชาร์จแบตแล้ว (ได้เวลานอนแล้ว) เก๋ถามว่ามีปลั๊กสามตาให้เสียบหรือเปล่า?
ต่อมาเมื่อถึงสิงห์บุรี ต้าถามว่าจะแวะค่ายบางระจันกันไหม ถมตอบว่าแตกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ก็เลยไม่ได้แวะด้วยเหตุนี้ นั่งรถไปได้อีกสักพักเพื่อนก้องก็โทรมา ขอบอกว่าเสียงเรียกเข้าน่ารักดี แต่ก้องไม่รับสาย เพราะเพื่อนเขาชวนไปเที่ยวอีกที่แล้วบอกว่าไปไม่ได้ กลัวเพื่อนจะงอน
9:50 แวะปั๊มบางจาก ซื้อน้ำ กาแฟ และชาเขียว ก้องใจป้ำก็เลี้ยงอีกแล้ว คว้ากล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่าย งานที่แล้วไม่ค่อยได้ถ่าย งานนี้กะจะกดให้ยิกทุกช็อตเลยทีเดียว ขึ้นรถไปได้ครู่หนึ่งอะเคื้อก็โทรหาต่อ ต่อก็รายงานสถานการณ์ไปตามลำดับ และถามทาง
ก้องบอกให้ต่อนั่งถ่วงน้ำหนักถม ต่อบอกว่ามีปุ้ยถ่วงอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง ก็เป็นอันเปลี่ยนหัวข้อมาคุยเรื่องขนาดกัน มึงทำได้อย่างกูหรือเปล่า ถมว่า กูเคยผอมเท่ามึง แต่มึงไม่เคยอ้วนเท่ากู ก็โอเคไม่เถียง แพ้ก็ได้วะ
ต้าบอกว่าเดินป่าอย่าใส่เสื้อดำ เพราะต่อจะต่อยเอา หันไปมองหน้าต่อ แกชอบต่อยคนเสื้อดำเหรอ?
นั่งรถไป ต้าขอเราว่า เอากล้อง (ก้อง?) มาเล่นหน่อย ก้องบอกว่า เราจบกันตั้งแต่ ม.ปลายแล้ว จากนั้นก้องก็เปิดริงโทนมือถือให้ฟัง ขอบอกว่าแต่ละเพลงก็ช่างสรรหามาได้นะ สักพักหนึ่งเราก็นั่งร้องเพลงกันอย่างสบายใจ เหมือนที่เราทำเมื่อคราวที่แล้ว ตอนที่ไม่มีอะไรจะทำ
11:00 ถึงนครสวรรค์ ก็ยังคงร้องเพลงกัน เราชักจะรำคาญต่อเพราะมันร้องไม่เป็นทำนองเลย ก็เอาหูฟังไอพอดมายัดหู เปิดฟังสบายใจ ต่อมาอีก 25 นาที เข้าเขตกำแพงเพชร แวะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มคาลเทกซ์ พอขึ้นรถออกจากปั๊มก็ให้ต้าย้ายมานั่งหน้าเพื่อบอกทาง เด้งต่อไปข้างหลัง
11:45 ถึงโรงงานเบียร์ช้าง อ่านป้ายข้างทางได้ว่าอีก 49 กม. ถึงตัวเมือง ก็เริ่มโทรถามทางไปบ้านอะเคื้อ เมื่อถึงตอนนี้เราจะสังเกตได้ว่า ชาร์จแบต (หลับ) กันทั้งรถ ยกเว้นไอ้ต้าคนเดียว เดี๋ยวไม่มีคนบอกทาง
12:15 ถึงบ้านอะเคื้อ คือร้านเซี้ยงบะหมี่ น้าอะเคื้ออกมารับ ในทันที่ที่ต้าเห็นร้านก็เรียกหาบะหมี่เป็นอันดับแรก พวกเราเข้าไปนั่งรอในร้าน อะเคื้อเอาข้าวเหนียวมะม่วงมาเสิร์ฟตัดกำลังก่อนเลย ตามมาด้วยบะหมี่เกี๊ยว และหมูสะเต๊ะ เอากันให้อิ่มอืดไปข้างหนึ่ง ขณะเมื่อรับประทานกันเราก็เอากล้องมากดๆถ่ายรูป เรียกว่างานนี้ถ่ายทุกช็อตเลย คราวที่แล้วดันขี้เกียจถ่ายดีนัก
ต่อมา เมื่ออิ่มหนำกันแล้วก็ไปแวะซื้อถ่านไฟฉาย AA กันที่ร้าน 7-11 โดยอะเคื้อขี่มอเตอร์ไซค์นำ ถมขี่ตาม เราซ้อนท้ายถม หวานซ้อนท้ายเคื้อ แป๊ปเดียวก็ถึง 7-11 เสร็จกล้วเราก็แวะฝากเงินเข้าบัญชีรุ่นพี่ที่เราฝากซื้อของจากญี่ปุ่น ฝากที่ธนาคารกรุงเทพที่อยู่ใกล้ๆกับ 7-11 เรากดได้บัตรคิวก็นั่งรอ รอกันประมาณครึ่งชั่วโมง อุตส่าห์ดีใจที่จะได้คิวหลายรอบดันมีหมายเลขประหลาดๆโผล่มาแซมเพียบ
กลับมาบ้านเคื้อ ขึ้นรถตู้กัน แล้วแวะเติมน้ำมัน หมดไป 1,130 บาท เสร็จแล้วก็มุ่งหน้าต่อไป ยังอุทยานคลองวังเจ้า
บ่ายสาม ถึงอุทยานคลองวังเจ้า หวานบอกว่าหิวข้าว หวังว่าจะไม่ได้ฟังผิด เพราะเพิ่งกินข้าวมา หิวอีกแล้วหรือ
ขนของเข้าที่พัก เราพักกันที่ บ้านเหยี่ยวรุ้ง เป็นบ้านชั้นเดียวยกใต้ถุนสูง หลังค่อนข้างใหญ่ อยู่บนเชิงเขาหันหลังพิงเขา หันหน้าเข้าลำธาร เรียกว่าถูกฮวงจุ้ยดีแท้ แนวลำธารหรือก็คือคลองวังเจ้านี้ เป็นแนวเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดกำแพงเพชรกับจังหวัดตาก บ้านพักเราอยู่ในเขตจังหวัดตาก แต่สถานที่เที่ยวอยู่ในกำแพงเพชร เรียกว่าวันเดียวเทียวไปเทียวมาอยู่ 2 จังหวัดนั้นแล
ณ ที่นั้นธรรมชาติร่มรื่น ลำธารใสน้ำไหลเย็นเห็นปลาแหวกว่ายทวนน้ำอยู่เนืองๆ แมลงสวยๆ (และไม่สวย) เยอะมาก มดตัวใหญ่มาก ตุ๊กแกตัวเขื่องๆมีอยู่ประจำบ้าน 2-3 ตัว ตัวหนึ่งอยู่ใต้เก้าอี้ พอถมนั่งทับมันก็ร้องดัง แอ๊บ
จัดของเข้าที่ ก้องออกมาทำเท่ห์ดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่นอกชานอย่างสบายใจ ที่เหลือก็เปิดเกี๊ยวซ่าที่เอามาตั้งแต่ออกจากบ้านกินกัน ก็เกือบจะบูดแล้วเลยรีบกิน เป๊ปซี่ที่เป็นอาหารหลักของต้าเราก็มาเปิดกินกันจนเกือบหมดระหว่างที่นั่งรอแม่บ้านจัดการห้อง
ปรากฏว่าแม่บ้านบอกไม่มีกุญแจ ต้าจึงต้องวิ่งข้ามจังหวัดไปเอาที่สำนักงาน กลับมาก็หอบแฮก ขณะที่เพื่อนๆซัดเป๊ปซี่ไปหมดแล้ว
16:15 ออกเดินทางไปน้ำตกวังเจ้าโดยรถตู้ที่จ้างมานั่นแหละ แต่ขับไปเพียงไม่ถึง 5 นาที ก็ถึงแล้ว เดินลงไปนิดหนึ่งแล้วก็ถอดรองเท้าและสัมภาระอื่นๆ (รวมทั้งโน้ตบุ๊ค) ที่เอามาด้วยกองไว้ แล้วก็ไปนั่งแช่น้ำกัน โดยค่อยๆเดินเลาะโขดหินไป เบื้องล่างนั้นเป็นน้ำตกลึกมากๆเห็นแล้วก็น่าหวาดเสียว แต่ก้องก็ยังมีอารมณ์ถ่ายรูปความลึกของมันมาจนได้ ฝั่งตรงข้ามมีป้ายเขียนว่า อันตราย ห้ามลงเล่นน้ำ ฝ่าฝืนปรับ 500 บาท ก็นั่งคิดกันว่าถ้าใครลงไปคงจะไม่รอดมาเสียค่าปรับหรอกนะ
ชมวิวกันจนพอใจก็มานั่งเอาตูดแช่น้ำกันอย่างเป็นสุข กระแสน้ำที่ไหลผ่านช่องแคบระหว่างก้อนหินทำให้ความดันลดลงและความเร็วมากขึ้นตามหลักแบร์นูลลีที่เคยเรียนมา เป็นน้ำตกขนาดย่อมๆที่เอาหลังไปพิงก็กลายเป็นเครื่องนวดได้เลย หวานพิงๆอยู่ถมก็ขึ้นเอาตัวไปขวาง เรียกว่าทำตัวเป็นเขื่อนกั้นน้ำ ปรากฏว่าน้ำที่ไหลแรงก็พลันค่อยเหมือนมีคนปิดก๊อก ถมขยับก้นขึ้นๆลงๆ น้ำก็โถมเข้ามาเป็นระลอกๆเหมือนมีคนเอาถังน้ำใหญ่ๆมาสาดท่วมหัวเป็นที่สนุกสนาน
ลงไปแช่สักนานๆได้ที่ เล่นกันได้สักพัก ต้ากับเก๋ก็โชว์ฝีมือกดจุดฝ่าเท้า ทีแรกก็กดให้กันและกันและวิจารณ์ฝีมือ จากนั้นจึงมาบริการเพื่อนๆ เรียกว่าเป็นสปาที่หาที่ไหนไม่ได้แล้วในโลกนี้ นอนแช่น้ำตกกดจุดฝ่าเท้า
เพลิดเพลินกันจนห้าโมงครึ่งก็วิ่งกลับที่พักเพราะตัวเปียกไม่อยากให้รถเปียกด้วย มีบางคนเช่น เคื้อ ปุ้ย หวาน นั่งไปกับรถ สักพักหวานลงเดินมาด้วยกัน ไม่ทราบว่าทำไม สันนิษฐานว่า บ่นว่าหิวมากไปเลยถูกถีบตกรถ เราวิ่งไปก็ระลึกถึง ตอนฝึก ร.ด. สมัยก่อน ก็วิ่งไปและนับก้าวไป ระหว่างทางก้องบอกว่า ความใฝ่ฝันของมันคือนอนถ่ายรูปกลางถนน แล้วก็นอนลงตรงหัวโค้งเลย เราก็ต้องรีบถ่ายรูปให้ดังประสงค์ ถ่ายเสร็จรถมอเตอร์ไซค์ก็ขับผ่านมา คงสงสัยว่าไอ้บ้าพวกนี้ทำอะไรกัน
กลับมาที่พัก อาบน้ำกันให้เนื้อตัวสบาย หวานใช้พัดลมแทนไดร์เป่าผม อะเคื้อนั่งบ่นอยากเล่นไพ่ ก้องลงไปซื้อเบียร์ที่ร้านสะดวกซื้อไม่ไกลจากที่พัก ไปกับคนขับรถตู้
เสร็จสรรพก็นั่งกินข้าวเย็นกัน อาหารเย็นที่ตอนแรกทางที่พักบอกว่าไม่มี ต้องซื้อมา จัดได้ว่าค่อนข้างหรู มีปลาทอดตัวใหญ่หนึ่งตัว ไข่เจียว แกงจืด ถ้าอาหารของที่พักอาจจะไม่มีปลาก็ได้ ก่อนกินข้าวเราก็ไปโทรศัพท์ที่ตู้สาธารณะ ด้วยความที่บริเวณนี้ไม่มีสัญญาณมือถือเลย ขนาดเราใช้ GSM ก็ยังไม่มี ไม่ต้องพูดถึงสัญญาณอื่น จึงต้องพกไฟฉายเดินไปที่ตู้ พอไปโทรปรากฏว่าตู้โทรศัพท์ไม่รับเหรียญ ไม่ว่าหยอดเหรียญไหนมันคืนให้หมด ระหว่างลองๆอยู่นั้นหวานอ้อมไปหลังตู้ ตกใจกันมากเพราะไฟฉายส่องให้เห็นแค่หัวลอยไปลอยมา หัวใจจะวายเอา
กว่าจะได้กินข้าวก็ค่ำ ที่นี่เวลามืดก็มืดสนิท แถมไฟก็เสียอีก ต้องเอาไฟฉายสองกระบอกไปเหน็บไว้ที่หลังคาให้พอส่องให้เห็นกับข้าวได้ กินเสร็จแล้วอะเคื้อก็ชวนนั่งเล่นไพ่กัน ปุ้ย เก๋ หวาน ถม ต่อ ก็เล่นด้วย ส่วนก้องกับต้านั่งจิบเบียร์ดีดกีตาร์ร้องเพลงกัน เราถ่ายวิดิโอไว้เป็นหลักฐานตลอดงาน สักพักพวกเคื้อคงเบื่อเล่นไพ่ก็จึงมาร่วมวงร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน
อยากจะบอกว่า ที่อุทยานนี้นอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็มีนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวก็คือเรา ดังนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าเสียงเพลง (หรือที่ไม่ใช่เพลง) จะไปรบกวนคนที่ไหน กลัวก็แต่จะรบกวนอย่างอื่นนั่นแล
เอาเถอะไม่อยากพูดเรื่องนี้ ว่าแต่แมลงเยอะมากจริงๆ ต่อชี้ให้ดูแมงมุมสีดำตัวเขื่องๆไต่ผนังอยู่ ก็นั่งสังเกตพฤติกรรมมัน (ไม่ได้ชอบหรอกนะ เกลียดด้วยซ้ำ) แมงมุมเห็นแมลงปีกแข็งตัวหนึ่งก็เข้าไปตะครุบเข้าเต็มเหนี่ยว แมลงเฉยแต่แมงมุมนั้นก็วิ่งหนีไป สงสัยเขี้ยวจะหัก ก้าวเข้าไปในห้อง ต่อชี้ต้าให้ดูแมงมุม ต้าก็ไม่รอช้า สำเร็จโทษมันด้วยไม้กวาดทันที ต่อบอกว่าแค่ให้ดูเฉยๆ ไม่ได้ให้ประหาร ต้าบอกว่ามันก็เกลียดแมงมุม
ถึงเที่ยงคืนก็ยังไม่นอน ก้อง เคื้อ หวาน นั่งคุยกันที่ระเบียง เราก็ต่อก็มานั่งฟังด้วย คุยกันเรื่องความรักและบุหรี่ (คนละเรื่องนะ) แล้วก็เรื่องสัพเพเหระทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตมหาลัยที่ผ่านมา
ว่าแต่แมลงเยอะจริงๆ ต่อนั่งเล่นกับจิ้งหรีด พร้อมกับจดไดอารี่ไปด้วย ทริปนี้มีคนนั่งจดยิกๆอยู่ถึง 3 คน ไม่เหมือนคราวที่แล้วเรานั่งจดอยู่คนเดียว ค่อยยังชั่วหน่อยที่มีเพื่อน
ก้องอยากบุหรี่ แต่หาไฟแช็คไม่เจอ (หวานเอาไปซ่อน ไม่ได้ซ่อนที่ไหนหรอก แค่เอามือบังไว้ แต่ก้องเมามั้งเลยหาไม่เจอ) ก็ดี ไม่ต้องสูบ ลดๆซะมั่ง แม่เป็นห่วงนะ
คุยกันไปเรื่อยๆถึงเรื่องส่วนตัว ดังนั้นจึงไม่ขอเล่าในที่นี้ จะไปเล่าที่อื่น เอ๊ยไม่ใช่ เก็บไว้รู้กันเองแล้วกัน บางขณะที่ระลึกความหลังครั้งดูฝนดาวตก เมื่อครั้งที่ก้องพบรัก? กับหวานเป็นครั้งแรก
แมลงเยอะจริงๆ ว่าแล้วก็ปัดๆเนื้อตัว สวดมนตร์ แล้วไหว้ขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทาง แล้วก็เข้านอน