Article

เศร้าใจกับข่าวรุ่นน้องคณะบัญชีโดดตึกไม่ทันไร มาวันนี้ก็มีข่าวรุ่นพี่คณะแพทย์โดดตึกอีกแล้ว

ระยะนี้ไม่ว่าประเทศไหน มีแนวโน้มการฆ่าตัวตายมากขึ้นเรื่อยๆ จะว่าเป็นการเลียนแบบกันก็ไม่น่าใช่ จะไปเลียนแบบอะไรตอนนี้ ปัญหานี้หนักหนาในสังคมเมือง ที่มีแต่ความกดดัน การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน และการที่ขาดความอบอุ่นจากครอบครัว

อันนั้นเป็นปัญหาโดยรวมของสังคมซึ่งแก้ยาก ขอพูดถึงแต่ละบุคคลดีกว่า

การฆ่าตัวตาย เขาเรียกๆกันว่า "คิดสั้น" ผมว่าเป็นคำพูดที่อธิบายได้ดีที่สุดทีเดียว เพราะคนที่คิดฆ่าตัวตาย ไม่มีใครเขาคิดยาวมาเป็นวันๆ ไม่มีใครวางแผนว่า เอออีก 3 วันเราจะฆ่าตัวตายนะ ขอทำนู่นทำนี่ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตาย อย่างนั้นก็เสียสติครับ คนปกติ มีความคิดมาอยู่วูบหนึ่งที่อยากตาย ถ้าตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ก็ดับไปเลย

ผมเคยผ่านอารมณ์แบบนั้นมาแล้วครับ อารมณ์ที่อยากตายแบบสุดๆ สาเหตุก็ไม่มีอะไรมาก แค่ความกดดันหลายๆอย่าง (ความจริงอย่างเดียว) อันนี้ไม่ขอเล่าครับ แต่จะบอกว่า ความคิดที่อยากจะตายมันไม่ได้มีมาทุกวันหรอกครับ อย่างที่บอก มันจะมาแค่วูบเดียว ถ้าเราคิด "สั้น" ปล่อยให้มันไปกับวูบนั้น ตัดสินใจทำอะไรลงไป ก็จบกันเลย แต่ถ้าเราผ่านจุดนั้นมาได้แล้วมองย้อนกลับไป มันจะเป็นเพียงสาเหตุเล็กน้อย บางทีเราอาจเห็นว่ามันตลกสิ้นดีที่เราอยากตายได้ขนาดนั้น

ตายแล้วได้อะไร ไม่ได้อะไรเลย เราไม่เสียอะไรด้วย เพราะตายแล้วไปไหนยังไม่มีใครตอบได้แต่คนที่สูญเสียคือใครครับ พ่อแม่ที่เลี้ยงดูเรามาใช่ไหม? แฟนอาจจะแค่ช็อค แล้วก็อาจจะลืม แต่พ่อกับแม่ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่เราเกิด ท่านจะเสียใจไปตลอดชีวิต อันนี้เขาจึงถือว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาปอย่างใหญ่หลวง

สิ่งที่สูญเสียต่อมาคือสังคม และประเทศชาติครับ โดยเฉพาะถ้าคนที่ตายเป็นนิสิตนักศึกษา ที่จะเป็นเฟืองขับดันให้สังคมก้าวหน้าขึ้นต่อไป

ดังนั้นอยากให้กำลังใจแก่คนที่ประสบปัญหามากๆ หรือโดนความกดดันหนักๆแล้วคิดอยากจะตาย ให้ยับยั้งชั่งใจไว้ คิดให้ยาวๆขอให้ผ่านจุดนั้นไปให้ได้ก่อน แล้วเราจะดีใจที่ได้มีชีวิตอยู่ครับ

กลอน"ตะวัน"ที่ผมแต่งไว้ น่าจะเป็นกำลังใจได้สักเล็กน้อยก็ยังดี

"รักพ่อ?"

น่าจะเดาความหมายของผมออกนะครับ

วันดีของพ่อไซร้ เปิดบ้าน
แขกเหรื่อมาร่วมงาน ท่วมท้น
ลูกทะเลาะแหลกลาญ ไป่เกรง พ่อเลย
ปากว่ารักมากล้น เช่นนี้ถูกไฉน

ต่อไปครับ "แด่เธอที่ออกทะยาน"

แปลงมาจากเพลง はじまりのきみへ ของคาเมนไรเดอร์ฮิบิก
ขอบคุณ Viita ที่ให้เนื้อเพลง
ขอบคุณท่านพี่ Yuki-kung สำหรับคำแปลครับ


ความจริงแล้วฮิบิกิเป็นซีรีย์ที่ควรดูอันหนึ่งเลยนะครับ
เพราะเนื้อเรื่องจรรโลงใจ ให้ข้อคิดมาก และดูไม่เครียด
ไม่เหมือนไรเดอร์อื่นๆเช่นริวคิ ซึ่งเนื้อหาเละเทะอะไรก็ไม่รู้
น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น
เรื่องนี้ให้ข้อคิดแค่ไหน ดูแค่เพลงเปิดเพลงนี้ก็ได้ครับ...


แสงสีทองส่องสาดวาดนภา
ขับขอบฟ้าเรืองรองส่องไสว
อนาคตของเธอที่แสนไกล
เพิ่งจะก้าวสู่จุดหมายอย่าวายวาง

ทุกฝีเท้าก้าวเร่งบนถนน
ทุกทุกคนสับสนบนโลกกว้าง
เพียงเธอเห็นจุดหมายที่ปลายทาง
จงก้าวย่างสู่วันพรุ่งรุ่งนภา

ในสีครามข้ามฟ้าเวหากว้าง
ชีวิตกลางธรณีอันมีค่า
จงฝันฝ่าอนาคตสุดกายา
ถึงเหนื่อยล้าอย่าท้อสู้ต่อไป

พระพายพัดต้องหลังพลังฟื้น
กังวานคลื่นท้องทะเลอันกว้างใหญ่
เป็นจังหวะจะโคนของหัวใจ
ติดตามไปเพียงเธอโผนทะยาน


ตะวันรุ่งพุ่งเด่นเห็นแสงจ้า
เงาทาบทาทุกแหล่งแห่งสถาน
เป็นแสงเงาวาดเล่นเด่นดวงมาลย์
ทุกวันวารเป็นจังหวะอยู่เรื่อยไป

แม้หวั่นใจลืมไปอย่าไหวหวั่น
สู้ชีวันฟันฝ่าอย่าหวั่นไหว
เธอไม่อยู่ผู้เดียวแต่อย่างใด
ความทรงจำย้ำใจไม่เปลี่ยนแปลง

ฝนจางหายสายรุ้งยังพาดฟ้า
มืดหนักหนาดารายังทอแสง
จงกางปีกอิสระจะสำแดง
โบยบินไปในแหล่งแห่งชีวิน

แม้หลงทางกลางป่าอันมืดมิด
เพียงแต่คิดก้าวไปใจถวิล
จังหวะร้องก้องไกลที่ได้ยิน
ไปถึงถิ่นแด่เธอโถมทะยาน



ไปงานสัปดาห์หนังสือมาครับ

ตั้งใจจะไม่ซื้ออะไร สุดท้ายก็ได้มา 10 เล่ม หมดตังค์ไป 1500 บาท

นี่ถ้าตั้งใจไปซื้อของเหมือนคราวที่แล้ว หิ้วกระเป๋าเดินทางแบบล้อลากเข้าไปด้วย ขากลับกระเป๋าใส่ไม่พอฮะ

หนังสือที่ซื้อมาส่วนใหญ่เป็นของ วินทร์ เลียววาริณ เช่นเรื่อง เสี่ยวนักสืบ 2 เล่ม ที่เป็นนิยายนักสืบมันไม่แพ้เชอร์ล็อคโฮล์มเลย แล้วก็เรื่องเดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว และ จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย ทีเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ล้ำสมัยทีเดียว และเรื่องอื่นๆ อ่านสนุกทุกเล่มครับ ถ้าไม่เกรงใจเงินในกระเป๋าจะเหมามาให้หมดทุกเล่มเลยเชียว

เอาล่ะ นี่ไม่ใช่หัวข้อที่ผม up ในครั้งนี้ ผมตั้งหัวข้อว่าเกี่ยวกับ กลอน ใช่ไหม

เรื่องของเรื่องคือ ผมได้หนังสือเล่มนี้มา

กลอน และวิธีการเขียนกลอน เขียนโดย ช่อประยงค์ (หรือ ประยงค์ อนันทวงศ์)

ชื่อเดิมของหนังสือเรื่องนี้คือ กลอนและวิธีเขียนกลอน (ชนะประกวด) ต่อมาเมื่อพิมพ์ครั้งหลังก็ตัดคำว่าชนะประกวดทิ้ง ด้วยเหตุที่ว่าแต่งกลอนนั้นควรแต่งเพื่อชนะตัวเอง ไม่ใช่ชนะประกวดที่ไหนๆ

เข้าเรื่องละกัน หลังจากอ่านไปได้ครึ่งเล่ม ผมก็ค้นพบว่า กลอน นั้นมีความพิสดารมากมายนัก

ถ้าใครแต่งกลอนเก่งๆ หรือเป็นกวีอยู่แล้ว หรือเรียนอักษรศาสตร์ ไม่ต้องอ่านนะครับ เดี๋ยวจะเป็นจระเข้หัดว่ายน้ำ

ผมไม่ได้ตั้งใจจะลอกข้อเขียนเขานะ และผมก็ไม่ได้แต่งกลอนเก่งอะไร แค่ชอบแต่งเล่นๆ แล้วก็แต่งสู้กวีบางท่านแถวๆนี้ไม่ได้สักที เหอๆ เพียงแต่ใน Entry นี้อยากสรุปให้ฟัง ว่าอันที่จริงนั้น กลอน มันมีอะไรมากกว่าที่เคยเรียนมากนัก

เราเรียนว่า กลอน แบ่งเป็น กลอนหก เจ็ด แปด เก้า มีกลอนดอกสร้อย นิราศ บทละคร ฯลฯ

เราเรียนว่า กลอนแปดหรือกลอนสุภาพหรือกลอนตลาด มีสี่วรรค สดับ รับ รอง ส่ง คำสุดท้ายของวรรคสดับสัมผัสกับคำที่สามหรือห้าของวรรครับ คำสุดท้ายของวรรครับสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรครอง สัมผัสกับคำที่สามหรือห้าของวรรคส่ง ฯลฯ

เราเรียนสัมผัสใน มีสัมผัสสระ อักษร ฯลฯ

คราวนี้จะมาเขียนสิ่งที่เราไม่ได้เรียนครับ

1. เสียง

เราอาจไม่รู้ว่ากลอนนั้นบังคับเสียงวรรณยุกต์ คำเป็นคำตายด้วย (ใครรู้แล้วก็จงข้ามไปซะ) ดังนี้

- คำสุดท้ายของวรรคแรกหรือวรรคสลับ ใช้ได้ทั้ง 5 เสียง แต่เสียงสามัญเรียบไป ไม่นิยมใช้

- คำสุดท้ายของวรรค 2 หรือวรรครับ ห้ามใช้เสียงสามัญ เสียงตรีไม่ค่อยนิยมใช้ นอกนั้นใช้ได้หมด แต่เสียงจัตวาจะไพเราะ

- คำสุดท้ายของวรรค 3 หรือวรรครอง มักใช้เสียงสามัญและเสียงโท แต่เสียงสามัญไพเราะกว่า

- คำสุดท้ายของวรรค 4 หรือวรรคส่ง เช่นเดียวกับวรรครอง

ในหนังสือลงตัวอย่างกลอนแสดงเสียงวรรณยุกต์ท้ายวรรคที่ควรใช้ด้วย ขอสรุปมาดังนี้

ที่นิยมใช้กันและว่าเพราะที่สุด คือ วรรคแรกใช้เสียงโท วรรคสองเสียงจัตวา วรรคสามเสียงสามัญ วรรคสี่เสียงสามัญ

ที่แตกความนิยมออกไปบ้าง วรรคแรกเสียงโท วรรคสองเสียงโท วรรคสามเสียงตรี วรรคสี่เสียงตรี

วรรคแรกตี วรรคสองเอก วรรคสามตรี วรรคสี่ตรี (คำตายหมด)

แต่เสียงคำตายเวลาเอามาขับเป็นเพลงจะไม่ค่อยไพเราะ

จากที่แต่งๆกลอนมา ผมเห็นว่าบางทีผมก็ยึดเอาลักษณะบังคับนี้โดยไม่รู้ตัว ก็ขอสรุปว่า วรรณยุกต์นั้นจะใช้เสียงไหนก็ได้ที่ไม่ขัดกับข้อห้าม แล้วฟังดูไพเราะ (แต่ยังไงก็ต้องเข้ากับลักษณะพวกนี้อันใดอันหนึ่งแหละ)

2. สัมผัส

สัมผัสที่บังคับไม่ขอกล่าวนะครับ เพราะว่าทุกคนน่าจะรู้แล้ว มาพูดถึงสัมผัสในกันบ้าง ขอยกตัวอย่างกลอนของสุนทรภู่ว่าสัมผัสอย่างไรกัน

ถึงม้วยดินสิ้นฟ้าหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักมัครสมาน
แม้นเกิดในใต้หล้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา

แม้ท่านจะไม่ได้ใช้เช่นนี้ทุกวรรค แต่สังเกตว่าท่านพยายามให้ลงแบบนี้

สรุปได้ว่า คำที่ 3 สัมผัสคำที่ 4 และคำที่ 5 สัมผัสคำที่ 7 (จะสัมผัสสระหรืออักษรก็ได้) ก็ฟังดูไพเราะ อันนี้แล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนนะครับ

บางคนมัวแต่คิดจะเล่นสัมผัสใน จนบางทีเกิดปัญหาสัมผัสไม่พึงปรารถนาขึ้น สัมผัสเหล่านี้ ช่อประยงค์ เขียนไว้ จะมี สัมผัสเลือน สัมผัสซ้ำ สัมผัสเกิน สัมผัสแย่ง สัมผัสเผลอ และสัมผัสเพี้ยน

สัมผัสเลือน หมายถึงสัมผัสที่อยู่ใกล้กันหลายคำ จนทำให้เลอะเลือนไปหมด เช่น

โอ้เจ้าพวงบุปผามณฑาทิพย์ สูงลิบลิบเหลือหยิบถึงตะลึงแหงน

หรือ แม้เธอเป็นดอกฟ้าน่าถนอม เหล่าชายล้อมอยู่พร้อมพรั่งดังฝูงผึ้ง

คำว่า ลิบลิบ กับ หยิบ และ ล้อม กับ พร้อม เป็นสัมผัสรับได้ทั้งนั้น ก็คือทำให้สัมผัส เลือน ไป บางท่านว่า สัมผัสเลือน หมายถึง การสัมผัสคำที่ 3 และ 5 ในวรรครับและส่ง

ทีนี้ผมขอวิจารณ์นิดหนึ่ง (ไม่ต้องเชื่อก็ได้นะ หรือถ้าใครแย้งหรือมีเหตุผลที่ดีกว่านี้โปรดโพสต์มาด้วยครับ) ถึงแม้ว่าวรรครับและส่งจะมีสัมผัสรับได้ตั้งแต่คำที่ 1 2 3 4 5 6 แต่สัมผัสจะเพราะที่สุดคือคำที่ 3 หรืออนุโลมว่า 5

แต่กลอนที่วรรคหนึ่งมี 9 คำ หรือท่อนตรงกลางมี 3 คำ เช่นที่ยกตัวอย่างมา สูงลิบลิบ เหลือหยิบถึง ตะลึงแหงน สัมผัสที่ดีสุดจะอยู่ตรงคำที่ 3 การที่ให้คำที่ 5 สัมผัสด้วยจะไม่เพราะ น่าจะให้คำที่ 6 สัมผัส

ทีนี้คำที่ 3 และ 5 ดันสัมผัสพร้อมกัน เลยกลายเป็นสับสนแทนว่าตกลงจะอ่านอย่างไร อาจอ่านเพี้ยนเป็นว่า สูงลิบลิบ เหลือหยิบ ถึงตะลึงแหงน ก็ไม่ได้รสกันพอดี สัมผัสเลือนก็เลยไม่พึงปรารถนาด้วยฉะนี้

สัมผัสซ้ำ หมายถึงคำที่เหมือนกันมาซ้ำกันในสัมผัสนอกของกลอนบทเดียวกัน เช่นว่า

ถ้าฉันเป็นนักกลอนกระฉ่อนชื่อ คนนับถือทั่วหล้าพากล่าวขวัญ
ฉันคงคุยฉอดฉอดตลอดวัน คงมีมีขวัญที่จะฝันเสกสรรกลอน

เป็นปัญหาของหลายๆคน โดยเฉพาะผมด้วย คือหาคำมาสัมผัสไม่ได้ก็เอาคำเดิมนี่แหละ ง่ายดี แต่ถ้าอ่านจริงๆจะไม่เพราะ ถ้ามีเยอะๆยิ่งกลายเป็นไม่ใช่กลอนทีเดียว และสังเกตต่อไปตรงวรรคสุดท้ายว่า ขวัญ กับ ฝัน ถือว่าเป็นสัมผัสซ้ำด้วยนะครับ

สัมผัสเกิน หมายถึงการใช้คำที่มีเสียงสระหรืออักษรอยู่ชิดกันในวรรค มีทั้งสัมผัสเกินสระ และสัมผัสเกินอักษร แต่เกินอักษรไม่ถือว่าเป็นข้อห้าม และใช้กันทั่วไป สัมผัสเกินสระนั้นก็ไม่ผิดแต่นักกลอนรุ่นหลังไม่ค่อยนิยมกันเพราะไม่เพราะ

ไม่เคยคิดบิดเบือนว่าเพื่อนเบ่ง ถึงเพื่อนเก่งเคร่งครัดไม่ขัดขวาง
จะคิดแปลกแหวกออกไปนอกทาง ใจก็วางอย่างนั้นไม่ผันแปร

อันนี้ท่านสุนทรภู่ใช้บ่อย ในหนังสือบอกถึงเหตุผลต่างๆนานาที่อ้างว่าใช้ได้ และผมอ่านยังไงก็ไม่เห็นว่าสัมผัสเกินนี้มีปัญหาแต่ประการใดแฮะ ^^

สัมผัสแย่ง คือคำที่มีเสียงสระตัวเดียวกันมาตัดหน้าแย่งสัมผัสตามฉันทลักษณ์ไปก่อนอย่างเสียมารยาท เช่น

เป็นนักเรียนไม่พอริก่อรัก มันดีนักหรือไฉนใคร่ขอถาม
ถ้ามันงามหรือทำให้เรียนได้ความ ก็น่าตามใจดูอยู่เหมือนกัน
แต่รู้กันความจริงมันไม่เหมาะ เพราะรักเกาะเรียนก็อ่อนหย่อนเหหัน
ดีไม่ดีอาจดับลับชีวัน จึงสำคัญคิดให้หนักเถิดนักเรียน

คำว่า งาม ไปแย่งกับคำว่า ความ ทำให้กลอนดูประหลาดไป เพราะเวลาอ่านจะลงคำว่า งาม ก่อน เป็นการแย่ง ความ ไปอย่างหน้าด้านๆ เช่นเดียวกับ เพราะ ที่แย่งสัมผัสกับ เหมาะ ก่อน เกาะ

สัมผัสเผลอ หรือ สัมผัสเสียง คือ สัมผัสระหว่างคำที่ผสมสระเสียงสั้น (รัสสระ) กับสระเสียงยาว (ฑีฆสระ) เช่น น้ำ กับ ความ, จ้าว กับ เจ้า, กาย กับ ใต้ เป็นต้น อันนี้เป็นปัญหาของผมอยู่หลายบทเหมือนกัน เช่น

เพราะลงเรือรีบล่กเลยตกน้ำ ไม่ได้ความเปียกปอนผ้าผ่อนเปื้อน

ความจริงบางท่านก็อนุโลมคำว่าน้ำ ว่าเป็นสระเสียงยาวเหมือนกัน แล้วแต่จะพิจารณาก็แล้วกันว่าจะยึดหลัก หรือยึดเสียง

สัมผัสเพี้ยน คือสัมผัสคำที่ไม่มีเสียงสระใกล้เคียงกัน แต่ความจริงเป็นสระคนละรูป เช่น กำ กับ กัน เป็นต้น อันนี้ผู้ที่สันทัดแต่งกลอนหน่อยไม่มีปัญหา เพราะสัมผัสแบบนี้เรียกว่าไม่สัมผัสดีกว่ามั้ง แต่ผมสงสัยว่าทำไมคนยุคใหม่ๆชอบผิดตรงนี้ แล้วอ้างว่าสัมผัส ก็ยังงงอยู่ อ่านแล้ว (ขอโทษ) โคตรรำคาญสายตาเลยฮะ จะหาตัวอย่างที่ชัดๆก็ไปเปิดหนังสือ เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง ฉบับแปลไทยมาอ่านทั้งสามเล่ม พบว่ามั่วสัมผัสมาเกือบทุกวรรค ทั้งสามเล่มเลย อยากแต่งใหม่ให้เขาจริงๆ ให้ตายเถอะ

ขออนุญาตยกมาแปะไว้นะครับ ว่าอย่างนี้ ไม่ใช่สัมผัสนะ อย่าแต่งแบบนี้

ในไพรทึบแห่งแดนพราย นางเร้นกายอย่างเงียบงัน
เบเรนหมองเศร้าเหลือล้ำ ฟังเสียงไพรวัลอันวังเวง
บ่อยคราเบเรนได้ยินเสียงแว่ว เสียงฝีเท้าแผ่วดั่งใบลินเดน
แต่เสียงครืนครางใต้หล้าบรรเลง กลับกระหึ่มในโพรงเร้นรับตา

เอ แต่อ่านของลุงเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ (ถ้าสะกดชื่อผิดขออภัยครับ) ก็มีหลุดมาบ้างเหมือนกัน แต่ไม่บ่อยมากจนไม่น่าให้อภัย

ก็กล่าวถึงสัมผัสกันมามั่งแล้ว ก็มาถึง

3. ลักษณะต้องห้ามในการเขียนกลอน ของ อ.เปลื้อง ณ นคร

1. ต้องบรรจุคำให้ตรงตามแบบจริงๆ เช่น กลอน 6 ก็ต้องมี 6 คำ จะมากเป็นกลอน 7 หรือ 8 ไม่ได้ กลอน 8 ก็ต้อง 8 คำ จะมากเป็น 9 หรือน้อยเป็น 7 ไม่ได้ (ยกเว้นคำลหุยอมให้ปนกับครุเป็นคำสมาสนับเป็น 1 คำได้ เช่น เสบียง)

2. ต้องไม่ให้มี อาเก้อ คือเติมสระ อา เข้าไปในที่ที่ไม่มีความหมาย เช่น พักตรา ขัติยา ฤทธา ครรภา

3. ต้องไม่ตัดศัพท์ผิด เช่น ปัจจา (จาก ปัจจามิตร) ตักษัย (จาก ชีพิตักษัย) นุกูล (อนุกูล) เป็นต้น จะทำให้คำนั้นไม่มีความหมาย หรือความหมายเพี้ยน

4. ต้องไม่ทับศัพท์ หมายถึงอย่าใช้คำซ้ำ เช่น พระภูมีพิโรธโกรธโกรธา ดำรัสตรัสสั่ง องค์กษัตริย์ขัติยา โมโหโมหันธ์ เป็นต้น (ทำให้แปลว่า กษัตริย์โกรธโกรธโกรธ พูดพูดสั่ง องค์กษัตริย์กษัตริย์ โมโหโมโห ฟังดูตลกดี)

5. ต้องไม่ให้กลอนพาไป เช่น เจ็บคำจำคิดจิตขวย หลงเชยเลยชมลมชวย ดูรวยด้วยรวนด่วนร้าว (ในกลบทกบเต้นต่อยหอย) ฟังดูเพราะดีแต่แปลไม่ออก

เขาบอกว่า นักกลอนย่อมไม่หาสัมผัส แต่สัมผัสย่อมมาหานักกลอนเอง

แต่กระนั้นก็เถอะ ผมยังเร่หาสัมผัสอยู่บ่อยๆ เหมือนที่ท่านเทร่าเคยเตือนไว้ Entry ก่อนๆ เหอๆ

นอกจากนี้ยังมี สัมผัสวรรณยุกต์ด้วย ใครเรียนร่ายมาคงทราบ ก็อย่างเช่น หากเขาขาดนฤมลเสียคนหนึ่ง เขาจะพึ่งผู้ใดยังไม่เห็น แต่รู้สึกไม่ค่อยนิยมใช้กัน นอกจากนั้นสัมผัสวรรณยุกต์ใช้ได้แค่วรรค 1-2 และวรรค 3-4 และสัมผัสใน เพราะนอกนั้นติดข้อบังคับเสียงวรรณยุกต์ที่กล่าวไปข้างต้น

ที่อยากจะเล่าก็มีอยู่เท่านี้แล แต่เอาเข้าจริงๆตอนคนเราจะแต่งก็ไม่มานั่งเปิดดูหรอกว่าห้ามอะไรบ้าง ก็แต่งไปตามที่อยากจะแต่งให้เพราะนั้นแล ผมเชื่อว่าอย่างนั้น (แต่ตอนฝึกแต่งน่าจะมานั่งดูบ้างนะ)

กำลังหาหนังสือเกี่ยวกับพวกกลบทต่างๆอยู่ หาไม่เจอสักที เฮ้อ (ใครมีขอยืมซีลอคหน่อย)

อ้อ ในหนังสือมีที่เขียนไว้น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บทอัศจรรย์

พวกผู้ใหญ่ที่มานั่งเซนเซอร์การ์ตูนวับๆแวมๆทั้งหลายแหล่ ลองมาอ่านกลอนพวกนี้ดูนะครับ ถ้าท่านมีสมองพอจะเดาความหมายออกก็อาจจะไปเซ็นเซอร์กลอนเหล่านี้แทนละนะ

อย่าไหวหวั่นขวัญอ่อนสมรมิตร ขอเชยชิดนวลปรางอย่างแผ่วผิว
ประโลมชมสวรรค์อันพรายพริ้ว ดาราลิ่วพลับดับลาลับฟ้า
บังเกิดแสงวับวับจ้าจับเนตร เกิดอาเพศเปรี้ยงเปรี้ยงเพียงหล่มหล้า
รามสูรแกว่งขวานชาญศักดา เมขลาหลอกล้อยิ่งล่อใจ
ฝ่ายหนึ่งล่ออีกฝ่ายยิ่งไล่รุก สุดจะซุกซ่อนมณีไว้ที่ไหน
เมขลาอ่อนเปลี้ยเพลียฤทัย รามสูรบุกใหญ่แก้วไม่พ้น
สายพิรุณหลั่งซ่านชวนมานชื่น พฤกษาฟื้นดอกใบเมื่อได้ฝน
พลันฟ้าแผ้วผกายเรืองฟ้าเบื้องบน ทั่วสากลสุขเกษมอิ่มเปรมเอย
(กมล การกุศล)

หรืออันนี้จะมันกว่าไหม?

เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด
กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพร่องกะแพร่ง ปักเป้าแทงตะละทีไม่มีผิด
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด ประกบติดตกผางลงกลางดิน
(พระอภัยมณี - สุนทรภู่)

เหอๆ ราตรีสวัสดิ์กวีทุกท่าน



A_Hawkins
View full profile